วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

มองโรมานซ์ผ่านเฟมินิสต์

ด้วยความที่เป็นคนชอบอ่านนิยายมาตั้งแต่เด็ก เคจึงไม่เคยเกี่ยงประเภทของนิยายที่จะอ่าน ไม่ว่าจะเป็นนิยายรักวัยรุ่นใสๆ นิยายสืบสวนสอบสวนลึกลับ หรือแม้กระทั่งนิยายโรมานซ์ หรือเรียกให้เพราะๆหน่อยก็คือ วรรณกรรมสำหรับผู้ใหญ่(อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี 25 ปี อะไรก็ว่าไป)

เพราะการอ่านไม่เลือกประเภทของเคนี่เอง ทำให้เคมองข้าม ลืมสังเกตไปว่า ช่วงเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา ปริมาณนิยายโรมานซ์เหล่านั้นเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างน่าตกใจ  วันนี้เมื่อมีโอกาสเข้าร้านหนังสือ ชั้นวางแรกที่ปรากฏสู่สายตาเมื่อเดินเข้าไปในร้าน เป็นชั้นวางที่ประกอบไปด้วยหนังสือนิยายโรมานซ์กว่า 70 เปอร์เซนต์ หลายๆคนที่เรียนหลักการตลาดมาคงจะทราบดีว่า ชั้นวางสินค้าแรกที่ลูกค้ามองเห็น จะต้องโดดเด่นที่สุด ดึงดูดความสนใจที่สุดและที่สำคัญเป็นประเภทสินค้าที่มีความต้องการจากตลาดมากที่สุดนั่นเอง  เคได้แต่ยืนขมวดคิ้วด้วยความฉงนใจว่า เอ คนไทยเราชอบอ่านหนังสือประเภทที่เน้นความแข็งแกร่ง การเป็นผู้ควบคุม การใช้กำลังที่เหนือกว่าของเพศชายในการข่มเหงรังแกผู้หญิงเป็นจำนวนมากเชียวหรือ แล้วทำไมเพศหญิงซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากกว่าของนักอ่านจึงเห็นเป็นเช่นนั้น

ก่อนหน้านี้ไม่นาน เคต้องเขียนบทความวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่อง Air Doll ผ่านมุมมองของสตรีนิยมหรือที่หลายๆคนรู้จักกันดีในคำทับศัพท์ว่าเฟมินิสต์(Feminism) ระหว่างที่กำลังนั่งปรึกษากับเพื่อนๆถึงประเด็นที่จับมาได้จากในภาพยนตร์ จู่ๆก็มีความคิดหนึ่งสว่างแวบขึ้นมาในหัวเคพร้อมข้อสงสัยที่ว่า หรือสาเหตุอันแท้จริงที่ความพยายามเรียกร้องสิทธิสตรีไม่เคยประสบความสำเร็จอย่างชัดเจนเลย อาจเป็นเพราะว่าตัวเพศหญิงเองก็ไม่ได้ต้องการสิทธิให้กับเพศสภาพตนเอง  กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ เคคิดว่ามีผู้หญิงหลายคนที่กล้าหาญลุกขึ้นมาต่อสู้ เรียกร้องความยุติธรรมและสิทธิของเพศตนเองให้ทัดเทียมฝ่ายชาย แต่ส่วนใหญ่แล้วกระแสต่อต้านหรือแรงฮึดสู้เหล่านี้มักเกิดขึ้นหลังได้รับแรงกระทำ การกดขี่ การปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมจากเพศชายก่อนหน้านั้น  พูดให้ง่ายๆได้ใจความว่า แนวคิดสตรีนิยมดำรงอยู่ได้ก็เพราะมีการกดขี่ข่มเหงจากเพศชายที่เป็นคู่ตรงข้ามนั่นเอง  เนื่องจากผู้หญิงอย่างเราๆมองว่าผู้ชายสูงกว่า เหนือกว่าอยู่เสมอ ดังนั้นจึงเกิดความคิดที่จะพัฒนาตนเองให้แข็งแรงขึ้น ให้ทัดเทียมกัน แต่เราลืมมองไปรึเปล่าคะว่า เพศหญิงมีความแข็งแรงและแข็งแกร่งอยู่แล้ว การเปรียบเทียบเพื่อต่อสู้หรือพัฒนาตนเองยิ่งเป็นสิ่งที่ตอกย้ำความไม่เท่าเทียมทางเพศสภาพเหล่านี้ให้รุนแรงยิ่งขึ้น 

เนื้อหาที่พบเห็นได้บ่อยๆในนิยายโรมานซ์ก็หนีไม่พ้นตัวนางเอกถูกพระเอกจับมาข่มขืนเพื่อให้ใช้หนี้หรือเพื่อชำระแค้น(ที่แน่นอนว่านางเอกผู้แสนดีไม่ได้เป็นคนก่อ) ระหว่างที่เกิดการทรมานทั้งร่างกายและจิตใจนางเอก ทั้งคู่ก็จะค่อยๆรู้สึกรักกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหลงลืมความแค้น เงินกู้ ความทรมานทั้งหลายทั้งปวงไปเสียสิ้น และจบลงที่ทั้งคู่แต่งงานอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข นิยายประเภทนี้กำลังชี้นำและทำให้ผู้อ่าน(ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง)คล้อยตามไปกับฉากรักอันตื่นเต้นเร้าใจ และความโหดร้ายแต่แสนเท่ของพระเอก โดยมองข้ามการดูถูก เหยียดหยาม แสดงความไม่เท่าเทียมทางเพศสภาพอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบ ราวกับนิยายโรมานซ์สร้างให้เรื่องราวอันน่าหดหู่เหล่านี้เป็นความปกติที่ทุกคนในสังคมยอมรับกันได้

ปัญหาสำคัญคือมันไม่ได้เน้นย้ำโดยตรงในโครงสร้างสังคมเท่านั้น แต่มันแฝงฝังอยู่ลึกภายในจิตใจของสตรีเพศเองด้วย นี่จึงเป็นสาเหตุให้ปัญหาการละเมิดสิทธิสตรีเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและเข้าใจยากปัญหาหนึ่งในสังคม

เพื่อนของเคเคยให้ความคิดเห็นติดตลกทิ้งท้ายในบทความนั้นว่า หรือจริงๆเราจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ฝังรากลึกยึดติดกับผืนแผ่นดินโลก ทั้งยังเติบโตแตกกิ่งก้านใบออกไปเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดโลกทั้งใบอาจจะถูกครอบคลุมด้วยต้นไม้แห่งปัญหานี้ จะตัดกิ่ง ฟันลำต้น หรือโค่นล้มถอนรากยังไงก็ไม่มีทางหลุดออกจากโลกใบนี้ได้ ดังนั้นคงถึงเวลาแล้วที่เหล่าบรรดาเพศหญิงอันมีคุณค่าและสวยงามอย่างพวกเรา จะละทิ้งโลกอันโหดร้าย กลับไปสู่ดาวศุกร์ต้นกำเนิดของสตรีเพศในตำนานของเราเสียที

วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2558

เลื่อมพรายลายรัก

"มีอะไรในโลกนี้บ้างที่นิกกี้ไม่อยากลอง"
"ไม่มี" หญิงสาวตอบกลับมาทันทีแล้วหัวเราะเสียเอง
แสนยากรรู้ว่าสำหรับคนอายุเท่าหล่อน ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเป็นเรื่องน่าสนุก น่าลิ้มลอง
แต่ตอนที่เขาอายุเท่าหล่อน แสนยากรเชื่อว่าเขาไม่บ้าอย่างหล่อนแน่ๆ
"นิกกี้เป็นผู้หญิงอันตรายที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จักมา"
"ไม่ต้องบอกนิกกี้ก็รู้ค่ะ
ถ้าเป็นสถานการณ์ปรกติทั่วไป
ผู้ชายอย่าง 'แสนยากร' จะไม่มีวันคบหาผู้หญิงอันตรายอย่างนิกกี้เด็ดขาด
ถ้านิกกี้ไม่บุกเข้าไปหาคุณวันนั้น โลกของแสนกับโลกของนิกกี้ไม่มีวันหมุนมาซ้อนกันได้
แต่อย่ากังวลไปเลย พอให้เรารู้ตัวคนที่มันทำกับเรา แล้วจัดการอะไรลงไปได้ซักอย่าง
โลกของเราก็จะเคลื่อนออกห่างจากกัน เซย์กู๊ดบายทางใครทางมันค่ะ"
แสนยากรขมวดคิ้วอย่างไม่รู้ตัวเมื่อฟังมาถึงตรงนี้
เขาไม่แน่ใจว่าหากวันนั้นมาถึงจริงๆ
โลกของเขาและหล่อนเคลื่อนห่างจากกันไปเรื่อยๆ ...เขาจะรู้สึกอย่างไร

สวัสดีอีกครั้งหลังจากหายไปนานนะคะ กลับมาคราวนี้เคนำหนังสือนิยายสนุกๆอีกเล่มนึงมาแนะนำค่ะ นิยายเล่มนี้มีชื่อว่า "เลื่อมพรายลายรัก" เป็นบทประพันธ์ของคุณดวงตะวัน นักเขียนในดวงใจของใครหลายๆคนนั่นเอง เคเชื่อว่าอาจจะมีบางคนพอคุ้นหูกับนิยายเรื่องนี้มาบ้างแล้ว เนื่องจาก 'เลื่อมพรายลายรัก' ถูกนำมาทำเป็นละครโทรทัศน์ไปเมื่อหลายปีที่ผ่านมาค่ะ
เลื่อมพรายลายรัก เป็นนวนิยายหักเหลี่ยมเฉือนคมกันอย่างเข้มข้นระหว่างคนจากตระกูลมหาเศรษฐีสองตระกูลที่มีปมความขัดแย้งและโกรธแค้นสืบทอดกันมาหลายต่อหลายรุ่น แต่ความบาดหมางชิงชังของสองตระกูลนี้กลับถูกโชคชะตาเล่นตลก ทำให้ 'แสนยากร' ทายาทนักธุรกิจหนุ่มผู้เปี่ยมความสามารถของตระกูล 'รังสฤษฎิ์' ต้องเข้ามาถูกจัดฉากให้พัวพันกับ 'นิกกี้' ทายาทสาวของตระกูล 'จักราวุธ' ที่ไม่เคยมีใครรับรู้มาก่อนว่ามีตัวตน  การจัดฉากให้เกิดเรื่องอื้อฉาวครั้งนี้ส่งผลให้หนึ่งหนุ่มหนึ่งสาวซึ่งบุคลิกแตกต่างกันคนละขั้วต้องหันมาร่วมมือกันแก้ปัญหา คนหนึ่งเนี้ยบไม่มีที่ติ วิถีชีวิต การทำงาน ทรรศนวิสัยอยู่ในกรอบและระเบียบอันดีงามของสังคม อีกคนหนึ่งใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ กล้าจนเรียกได้ว่าบ้าบิ่น ลองผิดลองถูกทุกอย่างบนโลกใบนี้
ระหว่างที่อ่านไป นอกจากทุกคนจะช่วยกันลุ้นให้แสนยากรกับนิกกี้รักกันเร็วๆแล้ว ยังต้องลุ้นเอาใจช่วยให้ทั้งสองคนสืบหาผู้ที่ไม่หวังดี สร้างสถานการณ์ต่างๆที่ทำให้ตระกูลของทั้งคู่ต้องมัวหมองและขัดแย้งกันยิ่งขึ้น นวนิยายเรื่องนี้จะค่อยๆเปิดเผยปมการกระทำของตัวละครแต่ละตัวที่มีผลพัวพันกันมานับแต่อดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน เคยิ่งอ่านก็ยิ่งนับถือลีลาในการแง้มปม เผยคำใบ้ เสนอฉากลวงต่างๆของคุณดวงตะวันที่ทำได้อย่างแนบเนียนและลื่นไหล ทำให้เคตื่นเต้นและมีอารมณ์ร่วมไปกับการสืบเสาะหาว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้ร้ายตัวจริง และเหตุผลเบื้องหลังของการกระทำนั้นคืออะไร

แม้ว่าปมหลักของเรื่องจะอยู่ที่การตามหาผู้ไม่หวังดีและชี้ให้เห็นเหตุผลที่มาที่ไปของตัวละคร แต่เคกลับมุ่งความสนใจไปที่คาแรคเตอร์และความสัมพันธ์ของพระนางในเรื่องมากกว่า ทั้งนี้ เพราะเคสังเกตว่าลักษณะนิสัยของทั้งแสนยากรและนิกกี้นั้น ล้วนเป็นผลผลิตจากการกระทำและการเลี้ยงดูของคนรอบข้าง ความเคร่งครัดในกฎระเบียบของแสนยากร ล้วนมาจากการฝึกวินัยและมารยาทในสังคม ที่ถูกบ่มเพาะและกดดันมาจากภาระซึ่งสืบเนื่องจากหน้าที่ทายาทผู้สืบทอดสมบัติของตระกูล แสนยากรจำเป็นต้องคิด พูดและทำโดยคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาอย่างรอบคอบก่อนเสมอ เพราะนั่นคือสิ่งที่ผู้เป็นนักธุรกิจพึงกระทำ  ตรงกันข้ามกับนิกกี้ หญิงสาวที่มีอิสระเสรีอย่างเต็มที่ในการใช้ชีวิต ไม่ใช่เพียงเพราะเธอเติบโตที่เมืองนอก แต่เป็นเพราะเธอไม่ได้อยู่ในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและกฏเกณฑ์มากมายให้ต้องทำตาม  ดังนั้นหากโลกใบนี้เป็นโมเดลที่ประกอบมาจากตัวต่อหรือเครื่องยนต์อะไรซักอย่าง สิ่งที่นิกกี้เลือกจะทำเพื่อเข้าใจโลกอาจไม่ใช่เพียงพิจารณาพื้นผิว สีสันหรือหน้าที่การทำงานของโลกเท่านั้น แต่คนอย่างนิกกี้คงจะลงนั่งแคะ แงะ แกะดูส่วนประกอบเหล่านั้น แล้วนำมันมาทดลองต่อเป็นรูปแบบอื่นๆที่แตกต่างออกไปแทนอย่างแน่นอน
การกระทำของนิกกี้ เป็นสิ่งที่แปลกและน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับแสนยากร แน่นอน สำหรับคนที่ก้มหัวให้กับกฏเกณฑ์ข้อบังคับและคำนึงถึงเรื่องถูกผิดเหมาะควรตามสังคม ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้เป็นไปตามครรลองแบบที่มันควรจะเป็น แสนยากรผู้มีทุกอย่างเพียบพร้อมในชีวิตไม่รู้สึกว่าขาดหรือจำเป็นต้องค้นคว้าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ๆขึ้นมา แต่เมื่อเขาต้องเผชิญกับวิกฤติหรือปัญหา และวิธีการที่นิกกี้ใช้เพื่อแก้ปัญหาล้วนแหวกแนวแตกแถว แต่ถึงกระนั้นนิกกี้ก็ช่วยเปิดโลกให้แสนยากรเห็นอะไรใหม่ๆ นิกกี้ชี้ให้แสนยากรเห็นว่าโลกอันแสนอึมครึมและเคร่งเครียดที่ทุกคนอาศัยอยู่แท้จริงแล้วเป็นเพียงโมเดลที่ถูกสร้างขึ้นมา และผู้ที่สามารถจะเปลี่ยนแปลงโมเดลหรือวิถีชีวิตของตัวเราเองได้นั้น ก็ไม่มีผู้ใดจะเหมาะสมไปกว่าตัวของแสนยากรเอง เรียกได้ว่านิกกี้เป็นผู้สอนให้แสนยากรรื้อโมเดลชีวิตแล้วต่อขึ้นมาในรูปแบบใหม่ ในขณะเดียวกันกับที่แสนยากรก็ช่วยเสริมแรงและสร้างความมั่นคงให้กับโมเดลนั้นๆที่ทั้งสองร่วมสร้างขึ้นมา โดยไม่นำพาถึงกลไกเก่าๆของโมเดล อย่างเช่นความบาดหมางระหว่างตระกูล หรือความอิจฉาริษยาภายในครอบครัวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโมเดลใหม่ของชีวิตทั้งสอง

การที่เคกล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าชีวิตคนเราจำเป็นจะต้องหาคู่ที่แตกต่างเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหรือสิ่งใหม่ๆเท่านั้นนะคะ แต่เคเชื่อว่าต่อให้ลักษณะนิสัยคล้ายกันเพียงใด ก็ไม่มีทางที่คนสองคนซึ่งเกิดจากครอบครัวที่แตกต่างกันจะเหมือนกันร้อยเปอร์เซน นิกกี้และแสนยากรเป็นตัวอย่างของความสัมพันธ์ที่เริ่มจากความแตกต่างอย่างสุดโต่ง แต่ก็ยังสามารถปรับเปลี่ยนและเติมเต็มกันและกันได้ ชีวิตของพวกเราคนธรรมดาทั่วๆไป มีทั้งส่วนที่เหมือนและส่วนที่ต่าง บางครั้งสิ่งสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์นั้นอยู่รอด ก็คือการยอมรับและเปิดใจให้กับความต่างของกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ฉันเพื่อน คนรัก ครอบครัวหรือที่สำคัญที่สุด ความสัมพันธ์ของคนในสังคมและมนุษย์ร่วมโลก


เพราะมนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม ดังนั้นจึงไม่มีมนุษย์คนไหนอยู่คนเดียวบนโลกนี้ได้
ความแตกต่างของมนุษย์อาจเป็นปมขัดแย้งและอุปสรรคของความก้าวหน้า
                       แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่ได้เรียนรู้ผ่านความแตกต่าง
                               อาจจะเป็นคนที่ได้รับการเติมเต็มก่อนใครๆ

วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557

Do not Give in to

สาเหตุที่ตั้งชื่อโพสต์นี้ว่า Don't give in to เป็นเพราะเคเพิ่งเรียนสำนวนนี้มาค่ะ ความหมายของมันก็ง่ายๆ แปลว่า Surrender หรือว่ายอมแพ้นั่นเอง เคเห็นว่าเป็นสำนวนที่เหมาะกับสถานการณ์หนึ่งที่เคเคยเผชิญมา นับตั้งแต่เคมาอยู่ที่เมือง Cambridge ก็เป็นเวลาเดือนกว่าแล้ว เคต้องเจอทั้งเหตุการณ์ ปัญหาสารพัด บ้างก็ต้องยอมแพ้หรือปล่อยมันไป บ้างก็ต้องตัดสินใจสู้ด้วยตัวเองค่ะ เหตุการณ์หนึ่งที่เคจำได้ไม่ลืมเลยก็คือ เมื่อเคมาเรียนที่นี่ครบอาทิตย์ พอถึงวันเสาร์เคก็ออกไป hang out กับเพื่อนร่วมบ้านในขณะนั้นซึ่งเป็นชาวสวิส กับเพื่อนชาวสวิสอีกคนที่อยู่บ้านใกล้กัน เรื่องมันมีอยู่ว่าเพื่อนชาวสวิสทั้งสองของเคนั้นมีนิสัยรักอิสระ ชอบไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง จึงเลือกที่จะเช่าจักรยานขี่กัน แต่แรกนั้นเคก็มีความคิดที่จะเช่าจักรยานขี่บ้าง แต่ด้วยความที่เป็นคนหลงๆลืมๆ จำทางไม่ค่อยแม่น อีกทั้งยังกลัวคุณพ่อคุณแม่เป็นห่วงถึงความปลอดภัย เคจึงเปลี่ยนใจ นั่งบัสต่อไปดีกว่า แต่ปัญหามันเริ่มเกิด เมื่อเคกับเพื่อนๆวางแผนจะไป London ด้วยกันในวันอาทิตย์ แต่เพื่อนๆที่เหลือมีจักรยานหมด จึงไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา เพราะเคจำเป็นจะต้องรอบัสเที่ยวแรกซึ่งจะออกเวลา 9.00 ในวันอาทิตย์เพื่อไปต่อรถไฟที่สถานี ดังนั้นเพื่อให้เคสามารถไปทันเวลาที่นัดกันได้ เพื่อนร่วมบ้านชาวสวิสของเคจึงแนะนำกึ่งบังคับให้เคไปเช่าจักรยานภายในวันนั้นเลย เคจึงได้โอกาสอธิบายไปว่าเคไม่อยากเช่าจักรยานแล้ว โดยอ้างเหตุผลว่าคุณแม่เป็นห่วง ดูเหมือนว่าเพื่อนทั้งสองของเคจะไม่เข้าใจถึงวัฒนธรรมของไทยที่มักจะเชื่อฟังผู้ใหญ่ เพื่อร่วมบ้านชาวสวิสจึงบอกว่าเคโตพอที่จะตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองได้แล้ว อีกทั้งคุณแม่ของเคยังไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย เคจะทำอะไร คุณแม่ก็คงไม่รู้อยู่แล้ว พร้อมทั้งบ่นพึมพำว่าเพราะเคคนเดียวอาจทำให้เค้ามีเวลาเที่ยว London น้อยลง และดูจะยุ่งยากที่เค้าจะต้องเปลี่ยนเวลานัดกับเพื่อนๆ เคนั่งฟังเพื่อนชาวสวิสหว่านล้อมแกมขู่บังคัีบเรื่องจักรยานอยู่เกือบชั่วโมง โดยได้แต่เพียงบอกว่าจะคิดดูอีกที แต่เคไม่ยอมรับปากว่าจะไปเช่าจักรยาน ณ วินาทีนั้น บอกตามตรงว่าเครู้สึกอึดอัดมาก ทั้งรู้สึกผิดที่จะต้องทำให้เพื่อนๆเดือดร้อน ไม่พอใจ ทั้งรู้สึกกังวลว่าหากต้องเช่าจักรยานจริงๆจะเกิดอันตรายอะไรบ้าง เมื่อความรู้สึกหลายๆอย่างมารวมกัน เคก็ไม่อยากไป London กับเพื่อนๆอีกต่อไป พอดีกับที่เคมีเพื่อนกลุ่มใหม่มาจากเมืองไทย เคจึงปฏิเสธ ขอถอนตัวออกจาก trip ไป London เพราะเครู้ดีว่าเคคงร่วมทริปแบบอึดอัดและไม่มีความสุขแน่ๆท่ามกลางความกดดันของเพื่อนๆ ซึ่งในที่นี้เคคิดว่าเป็น Peer Pressure อย่างหนึ่ง 
หลังจากวันนั้นเคยังต้องทนฟังเพื่อนร่วมบ้านชาวสวิสกดดันเรื่องจักรยานต่อไปอีกกว่าสัปดาห์ เคเข้าใจว่าเธอหวังดีอยากให้เคได้มีอิสระไปไหนได้ตามใจ ไม่ต้องรอตามตารางเวลาบัส รวมทั้งจะได้ขี่ไปที่ต่างๆกับเธอได้ เคไม่รู้จะหยุดความกดดันเหล่านั้นอย่างไร จึงได้แต่อดทนและบอกปัดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเพื่อนร่วมบ้านชาวสวิสออกไปปาร์ตี้ในเมืองกับเพื่อนร่วมคลาส ลูกชายของ Host ก็มาเคาะประตูขอคุยกับเค เพราะเค้าได้ยินเพื่อนสวิสพูดว่าเคจะเปลี่ยนใจไม่เช่าจักรยานแล้ว แต่เพื่อนสวิสยังยืนกรานกับลูกชาย Host ว่าจะต้องทำให้เคเช่าจักรยานให้ได้ ลูกชาย Host จึงเตือนเธอว่าไม่ควรทำแบบนั้น เพราะคนทุกคนก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะเลือกทำหรือไม่ทำอะไรด้วยตนเอง อีกทั้งเคยังมีคุณแม่ที่เป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัย เธอไม่ควรมากดดันให้เคเลือกข้างระหว่างเพื่อนกับครอบครัว ซึ่งจะทำให้เคเกิดความเครียดและอาจอยู่ที่นี่อย่างไม่มีความสุข พร้อมทั้งบอกว่าเมื่อใดก็ตามที่เพื่อนสวิสมาพูดเรื่องจักรยานอีก ให้ไปบอกเค้าได้ทันที

เคคิดว่าจากเหตุการณ์นี้อธิบายความหมายของสำนวน Don't give in to ได้อย่างดี โดยเฉพาะ 
"Don't give in to peer pressure and don't do everything your friends tell you so." 
ถ้าเคตัดใจยอมแพ้ ยอมเช่าจักรยานตามที่เพื่อนสวิสกดดัน เคอาจจะไม่มีความสุขกับอิสระอย่างที่ควรเป็น เพราะไม่ใช่การตัดสินใจของเคเอง อีกทั้งยังจะทำให้คุณพ่อคุณแม่เป็นห่วงด้วย ถึงแม้วิธีการของเคจะไม่ใช่การต่อสู้ถกเถียงปัญหากันตรงๆ ออกแนวไปทางผัดวันไปเรื่อยๆหรือหลีกเลี่ยงปัญหามากกว่า แต่ท้ายที่สุด ผลของการไม่ยอมแพ้ต่อความกดดัน ก็ทำให้เพื่อนสวิสเข้าใจ และเลิกพูดเรื่องจักรยานอีกต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2557

ว่าด้วยละครคิวบิก....

เห็นหลายๆคนพูดถึงละครเรื่องคิวบิกกันมากเลยนะคะ ทั้งว่าดีบ้างว่าแย่บ้าง ขนาดเคมาอยู่ไกลถึงอังกฤษก็ยังมีเพื่อนๆ มีคนรู้จักมาวิพากษ์วิจารณ์ละครเรื่องนี้ให้ฟัง ในฐานะที่เคเป็นแฟนนิยายคิวบิก ก็เลยคันไม้คันมืออยากเขียนถึงละครคิวบิกดูบ้างค่ะ เคขอออกตัวก่อนเลยนะคะว่าไม่ได้ติดตามละครทุกฉากทุกตอน อาจจะเคยดูผ่านๆอยู่บ้างตอนอยู่เมืองไทย พอมาอยู่ที่นี่ก็เปิดดูย้อนหลังถ้ามีเวลาว่าง ดังนั้นถ้าเคผิดพลาดตรงไหนก็ขออภัยไว้ก่อนเลยนะค๊า

เริ่มแรกตั้งแต่เคได้ยินข่าวเกี่ยวกับการแคสติ้งตัวละคร เคเชื่อว่าหลายๆคนที่เคยอ่านฉบับนิยายมาก็คงรู้สึกเหมือนกับเคใช่มั้ยคะ เพราะทีมงานช่างเก่งในการคัดคนที่แตกต่างจากคาแรคเตอร์ในนิยายเสียเหลือเกิน จากหลินหลานเซ่อ มาเฟียหนุ่มลูกครึ่งฮ่องกง-อังกฤษ ผู้มีดวงตาสีฟ้า ผมยาวถึงหลัง มาเป็นมาเฟียผิวแทน หน้าตาไทยแท้แบบในละคร หรือฤทัยนาค นางเอกขวัญใจผู้อ่าน ที่มีรูปร่างท้วม หน้าตาธรรมดา ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ มาเป็นนางเอกรูปร่างอ้อนแอ้น มาดทอมบอย แต่กระนั้นเคก็ยังมีความหวังอยู่บ้างค่ะว่า ด้วยฝีมือการแสดงอาจช่วยกลบความต่างเหล่านั้นได้และทางทีมงานจะสามารถทำให้ผู้ชมเชื่อในความเป็นตัวละครนั้นๆได้จริง

เมื่อละครออนแอร์ เคขอชื่นชมในการทำฉากเปิดตัว แนะนำตัว เล่าเรื่องราวของตัวละครต่างๆได้อย่างเข้าใจง่ายและน่าสนใจ ต่างจากละครเรื่องอื่นๆที่มักจะมีรูปแบบการนำเสนอคล้ายๆกัน อีกจุดหนึ่งที่น่าชื่นชมก็คือการพยายามคงบทประพันธ์เอาไว้ในละครได้อย่างแนบเนียนและเหมาะสม อาจมีการปรับบทบ้าง เพื่อทำให้เนื้อหาของละครชัดเจนขึ้น แต่โดยรวมแล้วสาระสำคัญและประโยคสำคัญๆต่างๆในหนังสือนิยายก็ปรากฏให้เห็นในละครเช่นกันค่ะ 

สิ่งที่ทำให้เครู้สึกแปลกๆทุกครั้งเวลาที่ดูละครคิวบิกก็คือ บทพูดของตัวละครที่ดูไม่สมจริง ดูแล้วรู้สึกว่าพยายามมากไป ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะบทของหลินหลานเซ่อ ที่ต้องคงความขรึม ความเข้มเป็นเอกลักษณ์ แต่เคคิดว่าคงไม่ต้องถึงขนาดใช้เสียงแข็ง ตาแข็ง บุคลิกทุกอย่างดูแข็งไปหมดขนาดในละครมั้งคะ (ฮ่าฮ่าฮ่า)  รวมไปถึงบทของฤทัยนาค ที่ตามจริงแล้วเธอเป็นแค่เด็กสาวธรรมดาที่มีมันสมองเป็นเลิศ แต่บทพูดในละครทำให้ดูเหมือนฤทัยนาคเป็นสาวทอมบอย พยายามจะห้าวตลอดเวลา อีกทั้งยังดูขี้โวยวายผิดกับมาดในนิยายที่นาคมักจะไม่พูดอะไรมาก แต่จะคิดอยู่ตลอดเวลา เมื่อมาผนวกกับดนตรีประกอบละครที่มีจังหวะชวนให้ตื่นเต้นลุ้นระทึกอยู่ตลอดเวลา ราวกับนั่งดูหนังแอคชั่นของ Hollywood อยู่ ยิ่งทำให้ทุกอย่างดูขัดๆเขินๆ เหมือนเป็นการจงใจให้ผู้ชมรับรู้ถึงอารมณ์ของสถานการณ์ขณะนั้น มากกว่าจะทำให้ผู้ชมคล้อยตามด้วยตนเอง

โดยรวมแล้วเคถือว่าละครเรื่องคิวบิกเป็นละครที่น่าติดตามนะคะ เพราะตามบทประพันธ์เดิมมีการผูกปมและการดำเนินเรื่องที่เข้มข้นและน่าสนใจมากๆ อีกทั้งลักษณะคาแรคเตอร์ของนางเอกยังต่างไปจากสูตรสำเร็จของนางเอกทั่วไป คราวนี้เราก็ต้องมาคอยติดตามกันล่ะค่ะว่าละครจะบอกเล่าเรื่องราวออกมาในรูปแบบไหน เพราะยิ่งเรื่องดำเนินต่อไป ก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น ถ้าเคมีเวลาเคก็จะตามดูย้อนหลัง แล้วเอามาเล่า แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกคนค่ะ รวมไปถึงรีวิวนิยายคิวบิกด้วยนะคะ เดี๋ยวเคจะทยอยพิมตามมาทีหลังค่ะ เพราะโพสต์นี้เคเน้นละครมากกว่า

*หมายเหตุ เคคิดว่าหากอยากดูละครให้สนุก ควรทำเป็นลืมๆสิ่งที่เคยจินตนาการตอนอ่านนิยายไป จะช่วยได้เยอะค่ะ (ถึงแม้มันจะทำได้ยากก็ตาม แหะๆ)

When bad things happen...

ความจริงเคก็ไม่อยากจะเริ่มเล่าเรื่องร้ายๆหรือเรื่องแย่ๆตั้งแต่เพิ่งมาถึง Cambridge ได้ไม่ถึง 2 อาทิตย์หรอกนะคะ แต่เคอยากจะเล่าเพื่อให้เป็นตัวอย่าง เป็นอุทธาหรณ์ของหลายๆคนที่คิดจะมาใช้ชีวิตคนเดียวในต่างแดน แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆค่ะ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถของมนุษย์ด้วย อย่างที่เคยเล่าให้ฟังไปแล้วว่าเคมาเรียนภาษาที่นี่ ตารางเวลาเรียนของเคก็ช่างน้อยนิดเหลือเกิน เพียง 3 ชั่วโมงต่อวัน ดังนั้นเคจึงมีเวลาว่างมากมายเดินสำรวจดูโน่นดูนี่รอบๆเมือง เรื่องแย่ๆเรื่องแรกของเคก็เกิดขึ้นในช่วงเวลาว่างนี่แหละค่ะ ตั้งแต่วันแรกของการเรียนเลย หลังจากเคเรียนและกินอาหารกลางวันเสร็จแล้ว เคจึงลองเดินเล่นจากโรงเรียนมาเรื่อยๆแต่พยายามไม่เดินไกลนัก เพราะยังไม่ชำนาญทาง จนเดินมาเจอสวนสาธารณะใกล้ๆโรงเรียนแห่งหนึ่ง ชื่อ Christ's Pieces ด้วยความที่เดินไปเดินมาหลายชั่วโมงจนเมื่อย เคเลยแวะนั่งพักตรงม้านั่งแห่งหนึ่งในสวนสาธารณะพร้อมหยิบโทรศัพท์มือถือมากดดูอะไรเล่น นั่งอยู่เงียบๆคนเดียวไม่ถึง 5 นาที จู่ๆเคก็ได้ยินเสียงตะโกนเรียกดังมากจากด้านหลัง แต่เคยังไม่ทันได้หันไปมอง เด็กวัยรุ่นฝรั่งต้นกำเนิดเสียงก็ชะโงกหน้าข้ามไหล่เคมาซะก่อน เคก็จำไม่ได้ชัดว่าเค้าพูดอะไรบ้าง แต่คล้ายๆกับว่า "Can I have this?" เหมือนจะแย่งอะไรซักอย่าง พูดซ้ำๆอยู่หลายรอบ ด้วยความตกใจ เคจึงนั่งนิ่งไม่พูดอะไร แต่พอตั้งสติได้ก็เลยหันหน้าหนี นั่นยิ่งทำให้เด็กสาวฝรั่งคนนั้นหัวเราะชอบใจ พร้อมตะโกนไปบอกกลุ่มเพื่อนๆของเธอว่า "Oh she's crying, she's crying" ทั้งที่จริงๆเคแค่เมินหน้าหนีออกจากเธอเท่านั้น ดูเหมือนเธอจะรู้แล้วว่าแกล้งเคต่อไปก็คงไม่ได้อะไร จึงเดินจากไปพร้อมกลุ่มเพื่อนๆ อาจเพราะเคเป็นคนไม่คิดอะไรมาก และเข้าใจอะไรง่าย ทั้งๆที่รู้ว่าการกระทำเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับการเหยียดผิว เหยียดคนเอเชียผมดำผิวเหลืองเลยก็ตาม แต่เคก็ทำใจยอมรับได้ ไม่ใช่ยอมรับการถูกเหยียดนะคะ แต่ยอมรับได้ว่าคนเรามีดีเลวแตกต่างกัน ยิ่งเรามาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองแบบนี้ การจะคาดหวังให้เจอแต่คนดีๆตลอดมันก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งถ้าเราไปโต้ตอบ ไปเถียงกับคนเหล่านี้ ก็ยิ่งมากความ อาจทำให้เรื่องเลวร้ายลงด้วยซ้ำ เคจึงเก็บเรื่องเหล่านี้ไว้ ไม่ได้เล่าให้ใครฟัง เนื่องจากเคไม่หวังว่า Host Family หรือ Housemate ที่เป็นชาวตะวันตกทั้งหมดจะมาเข้าใจปัญหาของชาวเอเชีย จนกระทั่งเวลาผ่านมาร่วมอาทิตย์ เคมีเพื่อนร่วมคลาสเป็นชาวไต้หวัน นิสัยดีมากอยู่หนึ่งคน เธอมาพร้อมกับเพื่อนชาวไต้หวันของเธออีกคนหนึ่งแต่อยู่คนละคลาสกัน บังเอิญที่บ้าน Host Family ของเราอยู่ทางเดียวกัน ทำให้เคติดสอยห้อยตามกลับพร้อมกับเค้าบ่อยๆ เคเลยมีโอกาสเล่าเรื่องที่สวนสาธารณะให้ทั้งสองคนฟัง ดูเหมือนทั้งสองคนจะมีประสบการณ์มากกว่าเคมากนัก หนึ่งในนั้นเคยโดนกลุ่มวัยรุ่นฝรั่งผู้ชายจับตัวแล้วอุ้ม พร้อมโยกขึ้นลงเป็นเวลาหลายนาที โดยที่เพื่อนอีกคนไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย นอกจากนั้นก็อาจจะเจอบ้างประปรายเวลาเดินตามถนนแล้วมีคนตะโกนแซวหรือเยาะเย้ย หลังจากที่เราพูดเรื่องประสบการณ์แย่ๆมาได้ 1 วัน เคเดินไปป้ายรถประจำทางพร้อมทั้งสองตามปกติ จู่ๆก็มีเด็กชายฝรั่งคนหนึ่งโผล่มาขวางทางพร้อมตะโกนใส่หน้าเราทั้งสามคนว่า "คอนนิจิวะ" แล้วเดินหัวเราะจากไปอย่างรวดเร็ว เคได้แต่ยืนนิ่งกระพริบตาปริบๆด้วยความงง ส่วนเพื่อนชาวไต้หวันสองคนหันไปทำปากขมุบขมิบคล้ายจะด่าเด็กฝรั่งนั่นอยู่ในใจ 
เห็นมั้ยล่ะคะว่าการมาอยู่ในสถานที่ที่แตกต่างไปจากบ้านเกิดเมืองนอนโดยสิ้นเชิง ไม่มีคนร่วมชาติที่จะคอยช่วยเหลือ แก้ไขปัญหา ก็ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวและเผชิญหน้ากับปัญหาเหล่านั้นด้วยตนเอง หลังจากที่เคเล่าให้เพื่อนๆที่เมืองไทยฟัง มีหลายคนบอกให้เคพูดอะไรซักอย่างหรือด่าเด็กฝรั่งเหล่านั้นกลับไปบ้าง แต่เคเลือกที่จะนิ่งเฉย ทำเป็นไม่สนใจ ไม่ใช่เพราะไม่เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นคนไทยของตัวเอง แต่คนเราต้องเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอด หาวิธีแก้ไขปัญหาที่จะทำให้เกิดผลเสียน้อยที่สุด เพื่อนหลายคนชมว่าเคเป็นผู้หญิงแกร่ง เจอเหตุการณ์แบบนี้ถึง 2 ครั้งภายในเวลาเพียงอาทิตย์กว่าๆ แต่กลับไม่เสียน้ำตาซักหยด เคมองว่ามันเป็นเรื่องของการเข้าใจโลกมากกว่าค่ะ บางครั้งเราก็ต้องยอมรับว่าโลกใบนี้มันมีอะไรมากมายที่เราไม่สามารถแก้ไขให้มันดีขึ้นด้วยตัวเองได้ แต่เราสามารถหลีกเลี่ยงและเพิกเฉยต่อสิ่งเหล่านั้นไม่ให้มันมีผลกระทบต่ออารมณ์ ความรู้สึกของเราจนเป็นปัญหาในการใช้ชีวิตได้นะคะ ชีวิตเราจะดีจะเลว จะสุขหรือจะทุกข์อยู่ที่เราเลือกทั้งนั้นค่ะ

เคขอให้ทุกคนเลือกใช้ชีวิตอย่างเหมาะสมและมีความสุขนะคะ :)

วันพุธที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2557

new journey begins

หลังจากห่างหายจากการเขียนบล็อกไปนาน เคกลับมาแล้วนะคะทุกๆคน ฮ่าฮ่าฮ่า ที่หายไปนี่ไม่ได้นอนตีพุง บิดขี้เกียจอยู่เฉยๆนะคะ ตอนนี้เคมาเรียนภาษาที่เมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษค่ะ เคมาถึงที่นี่ประมาณ 5 วันแล้ว แต่ก็ยังไม่ค่อยชินกับถนนหนทาง บ้านเมืองที่นี่เลย ครั้งนี้เป็นการบินเดี่ยว ใช้ชีวิตคนเดียวในต่างแดนของเคครั้งแรก แต่น่าแปลกที่เคไม่รู้สึกตื่นเต้นมากนัก ถึงแม้เคจะต้องมาอยู่ที่นี่เป็นระยะเวลานานกว่า 4 เดือนก็ตาม ตั้งแต่ล้อเครื่องบินเริ่มเคลื่อนออกจากสนามบินสุวรรณภูมิจนถึงตอนนี้ เคก็มีประสบการณ์ใหม่ๆมากมายที่อยากจะเล่าให้ทุกคนฟังค่ะ ไม่รู้ว่าเคโชคดีหรือโชคร้ายที่สายการบินที่เคเลือกใช้บริการไม่มีคนไทยมากนัก เรียกได้ว่าจะหันซ้าย หันขวา มองหน้าหรือหลัง ก็เห็นแต่ชาวต่างชาตินั่งกันอยู่เต็มลำ ตลอดระยะการบินกว่า 13 ชั่วโมง เคหวังว่าอาจมีโอกาสได้ทำความรู้จักหรือพูดคุยกับชาวต่างชาติที่นั่งข้างๆบ้างเพื่อไม่ให้เป็นการเดินทางที่ดูเหงาเปล่าเปลี่ยวจนเกินไป แต่ดูเหมือนเค้าจะไม่คิดตรงกันกับเคน่ะสิคะ ฝรั่งสองคนที่นั่งข้างเคต่างคนต่างไม่สนใจใคร ถึงเวลาอาหารมาก็กิน พอเบื่อก็นอน เคเลยได้แต่นั่งเงียบๆ ฟังเพลงดูหนังบนเครื่องไปตามประสา ไม่กล้ารบกวนใคร อาหารบนเครื่องก็รสชาติใช้ได้ เคเลือกเมนูไก่มาทั้ง 2 มื้อ คิดว่าคงทำจากครัวที่ไทย เพราะเป็นข้าวราดไก่หมักซอส รสชาติแบบไทยๆ ถือเป็นมื้ออำลาอาหารไทยของเค ก่อนที่จะต้องมาเผชิญกับอาหารอังกฤษที่รสชาติแตกต่างจากไทยโดยสิ้นเชิง(แน่นอนว่าไม่มีอาหารชาติไหนอร่อยเท่าอาหารไทยค่ะ เคคอนเฟิร์ม) พอลงจากเครื่องเคต้องรีบออกจากสนามบินเพื่อนั่งรถต่อมาเคมบริดจ์ค่ะ โชคดีที่คนขับแท็กซี่ที่ทางโรงเรียนสอนภาษาติดต่อไว้ใจดี อัธยาศํยดี น่ารักมากๆ ทำให้การเดินทางในรถเบนซ์(ไม่ต้องตกใจค่ะ ที่อังกฤษนี่เค้าใช้รถเบนซ์เป็นแท็กซี่กัน) สองต่อสองของเคดูไม่อึดอัดนัก เมื่อมาถึงบ้านที่เคต้องมาอยู่ อ้อลืมบอกไปค่ะ เคมาพักอาศัยอยู่กับ Host Family สมาชิกในบ้านทุกคนต้อนรับเคอย่างดีมากค่ะ โดยเฉพาะน้องหมาลาบราดอร์สีดำวิ่งเข้ามาทักทายเป็นคนแรก เอ้ยตัวแรกเลย
ชีวิตของเคตอนนี้ก็ค่อนข้างราบรื่นดีค่ะ มีอุปสรรคด้านภูมิอากาศบ้างบางวัน ถ้าใครเคยมาประเทศอังกฤษก็คงรู้ดีว่าอากาศที่นี่แปรปรวนขนาดไหน บางวันตื่นเช้ามาอากาศหนาวหมอกลงจัด พอสายๆฝนตก แต่พอบ่ายปุ๊บแดดออกจ้า ก็ถือว่าเป็นโชคดี(รึเปล่า)ของชาวอังกฤษที่ได้เจออากาศเกือบทุกฤดูภายในวันเดียว ต่างจากคนไทยที่เจอสภาพอากาศร้อนฤดูเดียวในทุกๆวัน ฮ่าฮ่าฮ่า

วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ลำเนาลม (REVIEW)

"จิลลาเหมือนว่าว
ที่บัดนี้แม้จะไม่ขึ้นสูงอย่างน่าปลื้มใจ
หากกินลมนิ่ง
จนชเลได้แต่หวังลึกๆในใจ
ให้ลมของเพื่อนสาวสงบเช่นนี้เรื่อยไป
ไม่ต้องพัดขึ้นสูง
ทว่าอย่าพัดลงต่ำตกดินเช่นกัน"


นี่คือคำโปรยหลังปกนิยายเรื่อง "ลำเนาลม" ค่ะ นิยายเรื่องนี้คนแต่งคือ กิ่งฉัตร
เนื้อเรื่องโดยรวมเล่าถึงชีวิตของนักเรียนไทยในประเทศฝรั่งเศส แน่นอนว่าสำหรับคนที่ชอบท่องเที่ยว สนใจสถานที่ รวมถึงวัฒนธรรมการใช้ชีวิตในต่างแดน หากได้อ่านนิยายเล่มนี้ ก็นับได้ว่าเป็นการเปิดมุมมองและความรู้ใหม่ๆมากมายทีเดียว

ชื่อ "จิลลา" และ "ชเล" ที่กล่าวถึงข้างต้น เป็นตัวละครหลักของนิยายเรื่องนี้ค่ะ
"ชเล" นางเอกของเรานั้น เป็นคนสวย ฉลาด มาจากครอบครัวที่ดี มีชีวิตที่อบอุ่น
ส่วน "จิลลา" เป็นหญิงสาวที่ร่าเริง สดใส อัธยาศัยดี เป็นที่รักใคร่ของทุกคน มาจากครอบครัวข้าราชการระดับสูง มักจะมองโลกในแง่ดี จนในบางครั้งติดจะเพ้อฝันเกินไปด้วยซ้ำ
ตัวละครหลักทั้งสองคนเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมค่ะ พอเรียนจบปริญญาตรี ก็ได้มาศึกษาต่อในประเทศเดียวกันอีก จึงมาแชร์ห้องเช่ากันอยู่ ความสัมพันธ์ของทั้งสองอาจจะมีกระทบกระทั่งกันบ้าง เพราะบุคลิกที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว คนหนึ่งรักความสบาย ไม่ค่อยคิดอะไรมาก อีกคนเจ้าระเบียบ จริงจังกับชีวิต แต่อย่างไรก็ดีทั้งสองก็ใช้ส่วนที่ต่างนั้นเติมเต็มกันและกัน และสามารถอยู่ร่วมกันมาได้ตลอดระยะเวลาร่วมปี
กระทั่งวันหนึ่ง มีนักศึกษามาใหม่จากเมืองไทย ชื่อ "กันตยศ" เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี ครอบครัวมีฐานะ มาอาศัยอยู่ร่วมห้องกับ "โก้" ญาติผู้พี่ซึ่งมาเรียนต่อที่ประเทศที่ฝรั่งเศสจนใกล้จะจบ  การเข้ามาของกันตยศนี่เอง ที่ทำให้ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนระหว่างจิลลาและชเลที่มีมาอย่างยาวนานต้องขาดสะบั้นลง เมื่อจิลลาเลือกความรักที่มีต่อกันตยศ จนยอมปิดตาปิดหู ไม่ฟังคำเตือนจากคนรอบข้าง 
สุดท้ายแล้วจิลลาจะทำยังไง เมื่อดูเหมือนเธอจะเหลือเพียงความรักที่มีต่อกันตยศเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ทั้งเพื่อนและคนรู้จักพากันถอยห่าง และเธอจะแน่ใจได้อย่างไรว่าสิ่งยึดเหนี่ยวสุดท้ายในชีวิตจะมั่นคงและอยู่กับเธอได้ตลอดไป ต้องไปตามอ่านกันในหนังสือนะคะ

เคขอยืนยันอีกครั้งค่ะว่า จริงๆนางเอกเรื่องนี้คือชเล ไม่ใช่จิลลา ฮ่าๆๆๆ เห็นจากเรื่องย่อแล้วหลายๆคนคงจะงงกันใช่มั้ยล่ะ ^^  ส่วนพระเอก เคขออุบไว้ให้ไปอ่านกันเองนะคะ ถึงจะดูไม่ค่อยมีบทบาทอะไรมาก แต่บอกได้ว่าผู้อ่านจะหลงรักนิสัยของพระเอกเลยล่ะค่ะ

สาเหตุที่เคหยิบนิยายเรื่องนี้มาเขียนรีวิวเป็นเพราะว่าเรื่องราวในหนังสือนั้นคล้ายๆกับตัวของเคแล้วก็เพื่อนเคคนหนึ่งค่ะ เพื่อนเคคนนี้เป็นคนอ่อนไหวง่าย มองโลกในแง่ดี ยึดมั่นในความรักมากๆ แต่สุดท้ายก็ต้องเจ็บเพราะเลือกรักผิดคน ตัวเคเองก็มีนิสัยคล้ายชเลอยู่หลายส่วน ตรงที่มีนิสัยเชื่อมั่นในความคิดตัวเอง พยายามทำตัวเข้มแข็ง เป็นที่พึ่งของเพื่อนๆเสมอ และมักจะเอาความคิดของตัวเองไปตัดสินชีวิตของเพื่อนบ้างในบางครั้ง พอได้อ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้เคคิดอะไรได้เยอะค่ะ จากที่เคยไม่เข้าใจเพื่อนว่าทำไมถึงต้องมาทนเจ็บกับความรักแย่ๆ ก็รู้ถึงสาเหตุของวิธีคิดเหล่านั้น แต่ละคนมีปมมีภูมิหลังที่แตกต่างกัน นั่นจึงทำให้วิธีรับมือและแก้ปัญหาในชีวิตต่างกันไปด้วย ถึงแม้เราจะเป็นเพื่อนสนิทกันแค่ไหน แต่เราก็ไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินใจแทนคนอื่น หรือมองว่าสิ่งที่เค้าทำนั้นมันไม่มีเหตุผล เราทำได้เพียงช่วยประคับประคอง ให้คำแนะนำบ้าง แต่ละคนต้องมีทางเดินชีวิตของตนเองค่ะ เราจะไปช่วยดูแลเค้าตลอดคงเป็นไปไม่ได้  หวังว่าผู้อ่านทุกๆคนคงคิดและตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตตัวเองอย่างดีแล้วนะคะ เป็นกำลังใจให้ทุกคนก้าวเดินต่อไปอย่างเข้มแข็งและมีความสุขค่ะ  :)

ภาพจาก :  http://www.naiin.com/product/detail/34231/%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%A1