วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

มองโรมานซ์ผ่านเฟมินิสต์

ด้วยความที่เป็นคนชอบอ่านนิยายมาตั้งแต่เด็ก เคจึงไม่เคยเกี่ยงประเภทของนิยายที่จะอ่าน ไม่ว่าจะเป็นนิยายรักวัยรุ่นใสๆ นิยายสืบสวนสอบสวนลึกลับ หรือแม้กระทั่งนิยายโรมานซ์ หรือเรียกให้เพราะๆหน่อยก็คือ วรรณกรรมสำหรับผู้ใหญ่(อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี 25 ปี อะไรก็ว่าไป)

เพราะการอ่านไม่เลือกประเภทของเคนี่เอง ทำให้เคมองข้าม ลืมสังเกตไปว่า ช่วงเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา ปริมาณนิยายโรมานซ์เหล่านั้นเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างน่าตกใจ  วันนี้เมื่อมีโอกาสเข้าร้านหนังสือ ชั้นวางแรกที่ปรากฏสู่สายตาเมื่อเดินเข้าไปในร้าน เป็นชั้นวางที่ประกอบไปด้วยหนังสือนิยายโรมานซ์กว่า 70 เปอร์เซนต์ หลายๆคนที่เรียนหลักการตลาดมาคงจะทราบดีว่า ชั้นวางสินค้าแรกที่ลูกค้ามองเห็น จะต้องโดดเด่นที่สุด ดึงดูดความสนใจที่สุดและที่สำคัญเป็นประเภทสินค้าที่มีความต้องการจากตลาดมากที่สุดนั่นเอง  เคได้แต่ยืนขมวดคิ้วด้วยความฉงนใจว่า เอ คนไทยเราชอบอ่านหนังสือประเภทที่เน้นความแข็งแกร่ง การเป็นผู้ควบคุม การใช้กำลังที่เหนือกว่าของเพศชายในการข่มเหงรังแกผู้หญิงเป็นจำนวนมากเชียวหรือ แล้วทำไมเพศหญิงซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากกว่าของนักอ่านจึงเห็นเป็นเช่นนั้น

ก่อนหน้านี้ไม่นาน เคต้องเขียนบทความวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่อง Air Doll ผ่านมุมมองของสตรีนิยมหรือที่หลายๆคนรู้จักกันดีในคำทับศัพท์ว่าเฟมินิสต์(Feminism) ระหว่างที่กำลังนั่งปรึกษากับเพื่อนๆถึงประเด็นที่จับมาได้จากในภาพยนตร์ จู่ๆก็มีความคิดหนึ่งสว่างแวบขึ้นมาในหัวเคพร้อมข้อสงสัยที่ว่า หรือสาเหตุอันแท้จริงที่ความพยายามเรียกร้องสิทธิสตรีไม่เคยประสบความสำเร็จอย่างชัดเจนเลย อาจเป็นเพราะว่าตัวเพศหญิงเองก็ไม่ได้ต้องการสิทธิให้กับเพศสภาพตนเอง  กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ เคคิดว่ามีผู้หญิงหลายคนที่กล้าหาญลุกขึ้นมาต่อสู้ เรียกร้องความยุติธรรมและสิทธิของเพศตนเองให้ทัดเทียมฝ่ายชาย แต่ส่วนใหญ่แล้วกระแสต่อต้านหรือแรงฮึดสู้เหล่านี้มักเกิดขึ้นหลังได้รับแรงกระทำ การกดขี่ การปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมจากเพศชายก่อนหน้านั้น  พูดให้ง่ายๆได้ใจความว่า แนวคิดสตรีนิยมดำรงอยู่ได้ก็เพราะมีการกดขี่ข่มเหงจากเพศชายที่เป็นคู่ตรงข้ามนั่นเอง  เนื่องจากผู้หญิงอย่างเราๆมองว่าผู้ชายสูงกว่า เหนือกว่าอยู่เสมอ ดังนั้นจึงเกิดความคิดที่จะพัฒนาตนเองให้แข็งแรงขึ้น ให้ทัดเทียมกัน แต่เราลืมมองไปรึเปล่าคะว่า เพศหญิงมีความแข็งแรงและแข็งแกร่งอยู่แล้ว การเปรียบเทียบเพื่อต่อสู้หรือพัฒนาตนเองยิ่งเป็นสิ่งที่ตอกย้ำความไม่เท่าเทียมทางเพศสภาพเหล่านี้ให้รุนแรงยิ่งขึ้น 

เนื้อหาที่พบเห็นได้บ่อยๆในนิยายโรมานซ์ก็หนีไม่พ้นตัวนางเอกถูกพระเอกจับมาข่มขืนเพื่อให้ใช้หนี้หรือเพื่อชำระแค้น(ที่แน่นอนว่านางเอกผู้แสนดีไม่ได้เป็นคนก่อ) ระหว่างที่เกิดการทรมานทั้งร่างกายและจิตใจนางเอก ทั้งคู่ก็จะค่อยๆรู้สึกรักกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหลงลืมความแค้น เงินกู้ ความทรมานทั้งหลายทั้งปวงไปเสียสิ้น และจบลงที่ทั้งคู่แต่งงานอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข นิยายประเภทนี้กำลังชี้นำและทำให้ผู้อ่าน(ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง)คล้อยตามไปกับฉากรักอันตื่นเต้นเร้าใจ และความโหดร้ายแต่แสนเท่ของพระเอก โดยมองข้ามการดูถูก เหยียดหยาม แสดงความไม่เท่าเทียมทางเพศสภาพอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบ ราวกับนิยายโรมานซ์สร้างให้เรื่องราวอันน่าหดหู่เหล่านี้เป็นความปกติที่ทุกคนในสังคมยอมรับกันได้

ปัญหาสำคัญคือมันไม่ได้เน้นย้ำโดยตรงในโครงสร้างสังคมเท่านั้น แต่มันแฝงฝังอยู่ลึกภายในจิตใจของสตรีเพศเองด้วย นี่จึงเป็นสาเหตุให้ปัญหาการละเมิดสิทธิสตรีเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและเข้าใจยากปัญหาหนึ่งในสังคม

เพื่อนของเคเคยให้ความคิดเห็นติดตลกทิ้งท้ายในบทความนั้นว่า หรือจริงๆเราจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ฝังรากลึกยึดติดกับผืนแผ่นดินโลก ทั้งยังเติบโตแตกกิ่งก้านใบออกไปเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดโลกทั้งใบอาจจะถูกครอบคลุมด้วยต้นไม้แห่งปัญหานี้ จะตัดกิ่ง ฟันลำต้น หรือโค่นล้มถอนรากยังไงก็ไม่มีทางหลุดออกจากโลกใบนี้ได้ ดังนั้นคงถึงเวลาแล้วที่เหล่าบรรดาเพศหญิงอันมีคุณค่าและสวยงามอย่างพวกเรา จะละทิ้งโลกอันโหดร้าย กลับไปสู่ดาวศุกร์ต้นกำเนิดของสตรีเพศในตำนานของเราเสียที

วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2558

เลื่อมพรายลายรัก

"มีอะไรในโลกนี้บ้างที่นิกกี้ไม่อยากลอง"
"ไม่มี" หญิงสาวตอบกลับมาทันทีแล้วหัวเราะเสียเอง
แสนยากรรู้ว่าสำหรับคนอายุเท่าหล่อน ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเป็นเรื่องน่าสนุก น่าลิ้มลอง
แต่ตอนที่เขาอายุเท่าหล่อน แสนยากรเชื่อว่าเขาไม่บ้าอย่างหล่อนแน่ๆ
"นิกกี้เป็นผู้หญิงอันตรายที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จักมา"
"ไม่ต้องบอกนิกกี้ก็รู้ค่ะ
ถ้าเป็นสถานการณ์ปรกติทั่วไป
ผู้ชายอย่าง 'แสนยากร' จะไม่มีวันคบหาผู้หญิงอันตรายอย่างนิกกี้เด็ดขาด
ถ้านิกกี้ไม่บุกเข้าไปหาคุณวันนั้น โลกของแสนกับโลกของนิกกี้ไม่มีวันหมุนมาซ้อนกันได้
แต่อย่ากังวลไปเลย พอให้เรารู้ตัวคนที่มันทำกับเรา แล้วจัดการอะไรลงไปได้ซักอย่าง
โลกของเราก็จะเคลื่อนออกห่างจากกัน เซย์กู๊ดบายทางใครทางมันค่ะ"
แสนยากรขมวดคิ้วอย่างไม่รู้ตัวเมื่อฟังมาถึงตรงนี้
เขาไม่แน่ใจว่าหากวันนั้นมาถึงจริงๆ
โลกของเขาและหล่อนเคลื่อนห่างจากกันไปเรื่อยๆ ...เขาจะรู้สึกอย่างไร

สวัสดีอีกครั้งหลังจากหายไปนานนะคะ กลับมาคราวนี้เคนำหนังสือนิยายสนุกๆอีกเล่มนึงมาแนะนำค่ะ นิยายเล่มนี้มีชื่อว่า "เลื่อมพรายลายรัก" เป็นบทประพันธ์ของคุณดวงตะวัน นักเขียนในดวงใจของใครหลายๆคนนั่นเอง เคเชื่อว่าอาจจะมีบางคนพอคุ้นหูกับนิยายเรื่องนี้มาบ้างแล้ว เนื่องจาก 'เลื่อมพรายลายรัก' ถูกนำมาทำเป็นละครโทรทัศน์ไปเมื่อหลายปีที่ผ่านมาค่ะ
เลื่อมพรายลายรัก เป็นนวนิยายหักเหลี่ยมเฉือนคมกันอย่างเข้มข้นระหว่างคนจากตระกูลมหาเศรษฐีสองตระกูลที่มีปมความขัดแย้งและโกรธแค้นสืบทอดกันมาหลายต่อหลายรุ่น แต่ความบาดหมางชิงชังของสองตระกูลนี้กลับถูกโชคชะตาเล่นตลก ทำให้ 'แสนยากร' ทายาทนักธุรกิจหนุ่มผู้เปี่ยมความสามารถของตระกูล 'รังสฤษฎิ์' ต้องเข้ามาถูกจัดฉากให้พัวพันกับ 'นิกกี้' ทายาทสาวของตระกูล 'จักราวุธ' ที่ไม่เคยมีใครรับรู้มาก่อนว่ามีตัวตน  การจัดฉากให้เกิดเรื่องอื้อฉาวครั้งนี้ส่งผลให้หนึ่งหนุ่มหนึ่งสาวซึ่งบุคลิกแตกต่างกันคนละขั้วต้องหันมาร่วมมือกันแก้ปัญหา คนหนึ่งเนี้ยบไม่มีที่ติ วิถีชีวิต การทำงาน ทรรศนวิสัยอยู่ในกรอบและระเบียบอันดีงามของสังคม อีกคนหนึ่งใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ กล้าจนเรียกได้ว่าบ้าบิ่น ลองผิดลองถูกทุกอย่างบนโลกใบนี้
ระหว่างที่อ่านไป นอกจากทุกคนจะช่วยกันลุ้นให้แสนยากรกับนิกกี้รักกันเร็วๆแล้ว ยังต้องลุ้นเอาใจช่วยให้ทั้งสองคนสืบหาผู้ที่ไม่หวังดี สร้างสถานการณ์ต่างๆที่ทำให้ตระกูลของทั้งคู่ต้องมัวหมองและขัดแย้งกันยิ่งขึ้น นวนิยายเรื่องนี้จะค่อยๆเปิดเผยปมการกระทำของตัวละครแต่ละตัวที่มีผลพัวพันกันมานับแต่อดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน เคยิ่งอ่านก็ยิ่งนับถือลีลาในการแง้มปม เผยคำใบ้ เสนอฉากลวงต่างๆของคุณดวงตะวันที่ทำได้อย่างแนบเนียนและลื่นไหล ทำให้เคตื่นเต้นและมีอารมณ์ร่วมไปกับการสืบเสาะหาว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้ร้ายตัวจริง และเหตุผลเบื้องหลังของการกระทำนั้นคืออะไร

แม้ว่าปมหลักของเรื่องจะอยู่ที่การตามหาผู้ไม่หวังดีและชี้ให้เห็นเหตุผลที่มาที่ไปของตัวละคร แต่เคกลับมุ่งความสนใจไปที่คาแรคเตอร์และความสัมพันธ์ของพระนางในเรื่องมากกว่า ทั้งนี้ เพราะเคสังเกตว่าลักษณะนิสัยของทั้งแสนยากรและนิกกี้นั้น ล้วนเป็นผลผลิตจากการกระทำและการเลี้ยงดูของคนรอบข้าง ความเคร่งครัดในกฎระเบียบของแสนยากร ล้วนมาจากการฝึกวินัยและมารยาทในสังคม ที่ถูกบ่มเพาะและกดดันมาจากภาระซึ่งสืบเนื่องจากหน้าที่ทายาทผู้สืบทอดสมบัติของตระกูล แสนยากรจำเป็นต้องคิด พูดและทำโดยคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาอย่างรอบคอบก่อนเสมอ เพราะนั่นคือสิ่งที่ผู้เป็นนักธุรกิจพึงกระทำ  ตรงกันข้ามกับนิกกี้ หญิงสาวที่มีอิสระเสรีอย่างเต็มที่ในการใช้ชีวิต ไม่ใช่เพียงเพราะเธอเติบโตที่เมืองนอก แต่เป็นเพราะเธอไม่ได้อยู่ในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและกฏเกณฑ์มากมายให้ต้องทำตาม  ดังนั้นหากโลกใบนี้เป็นโมเดลที่ประกอบมาจากตัวต่อหรือเครื่องยนต์อะไรซักอย่าง สิ่งที่นิกกี้เลือกจะทำเพื่อเข้าใจโลกอาจไม่ใช่เพียงพิจารณาพื้นผิว สีสันหรือหน้าที่การทำงานของโลกเท่านั้น แต่คนอย่างนิกกี้คงจะลงนั่งแคะ แงะ แกะดูส่วนประกอบเหล่านั้น แล้วนำมันมาทดลองต่อเป็นรูปแบบอื่นๆที่แตกต่างออกไปแทนอย่างแน่นอน
การกระทำของนิกกี้ เป็นสิ่งที่แปลกและน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับแสนยากร แน่นอน สำหรับคนที่ก้มหัวให้กับกฏเกณฑ์ข้อบังคับและคำนึงถึงเรื่องถูกผิดเหมาะควรตามสังคม ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้เป็นไปตามครรลองแบบที่มันควรจะเป็น แสนยากรผู้มีทุกอย่างเพียบพร้อมในชีวิตไม่รู้สึกว่าขาดหรือจำเป็นต้องค้นคว้าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ๆขึ้นมา แต่เมื่อเขาต้องเผชิญกับวิกฤติหรือปัญหา และวิธีการที่นิกกี้ใช้เพื่อแก้ปัญหาล้วนแหวกแนวแตกแถว แต่ถึงกระนั้นนิกกี้ก็ช่วยเปิดโลกให้แสนยากรเห็นอะไรใหม่ๆ นิกกี้ชี้ให้แสนยากรเห็นว่าโลกอันแสนอึมครึมและเคร่งเครียดที่ทุกคนอาศัยอยู่แท้จริงแล้วเป็นเพียงโมเดลที่ถูกสร้างขึ้นมา และผู้ที่สามารถจะเปลี่ยนแปลงโมเดลหรือวิถีชีวิตของตัวเราเองได้นั้น ก็ไม่มีผู้ใดจะเหมาะสมไปกว่าตัวของแสนยากรเอง เรียกได้ว่านิกกี้เป็นผู้สอนให้แสนยากรรื้อโมเดลชีวิตแล้วต่อขึ้นมาในรูปแบบใหม่ ในขณะเดียวกันกับที่แสนยากรก็ช่วยเสริมแรงและสร้างความมั่นคงให้กับโมเดลนั้นๆที่ทั้งสองร่วมสร้างขึ้นมา โดยไม่นำพาถึงกลไกเก่าๆของโมเดล อย่างเช่นความบาดหมางระหว่างตระกูล หรือความอิจฉาริษยาภายในครอบครัวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโมเดลใหม่ของชีวิตทั้งสอง

การที่เคกล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าชีวิตคนเราจำเป็นจะต้องหาคู่ที่แตกต่างเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหรือสิ่งใหม่ๆเท่านั้นนะคะ แต่เคเชื่อว่าต่อให้ลักษณะนิสัยคล้ายกันเพียงใด ก็ไม่มีทางที่คนสองคนซึ่งเกิดจากครอบครัวที่แตกต่างกันจะเหมือนกันร้อยเปอร์เซน นิกกี้และแสนยากรเป็นตัวอย่างของความสัมพันธ์ที่เริ่มจากความแตกต่างอย่างสุดโต่ง แต่ก็ยังสามารถปรับเปลี่ยนและเติมเต็มกันและกันได้ ชีวิตของพวกเราคนธรรมดาทั่วๆไป มีทั้งส่วนที่เหมือนและส่วนที่ต่าง บางครั้งสิ่งสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์นั้นอยู่รอด ก็คือการยอมรับและเปิดใจให้กับความต่างของกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ฉันเพื่อน คนรัก ครอบครัวหรือที่สำคัญที่สุด ความสัมพันธ์ของคนในสังคมและมนุษย์ร่วมโลก


เพราะมนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม ดังนั้นจึงไม่มีมนุษย์คนไหนอยู่คนเดียวบนโลกนี้ได้
ความแตกต่างของมนุษย์อาจเป็นปมขัดแย้งและอุปสรรคของความก้าวหน้า
                       แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่ได้เรียนรู้ผ่านความแตกต่าง
                               อาจจะเป็นคนที่ได้รับการเติมเต็มก่อนใครๆ