ด้วยความที่เป็นคนชอบอ่านนิยายมาตั้งแต่เด็ก เคจึงไม่เคยเกี่ยงประเภทของนิยายที่จะอ่าน ไม่ว่าจะเป็นนิยายรักวัยรุ่นใสๆ นิยายสืบสวนสอบสวนลึกลับ หรือแม้กระทั่งนิยายโรมานซ์ หรือเรียกให้เพราะๆหน่อยก็คือ วรรณกรรมสำหรับผู้ใหญ่(อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี 25 ปี อะไรก็ว่าไป)
เพราะการอ่านไม่เลือกประเภทของเคนี่เอง ทำให้เคมองข้าม ลืมสังเกตไปว่า ช่วงเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา ปริมาณนิยายโรมานซ์เหล่านั้นเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างน่าตกใจ วันนี้เมื่อมีโอกาสเข้าร้านหนังสือ ชั้นวางแรกที่ปรากฏสู่สายตาเมื่อเดินเข้าไปในร้าน เป็นชั้นวางที่ประกอบไปด้วยหนังสือนิยายโรมานซ์กว่า 70 เปอร์เซนต์ หลายๆคนที่เรียนหลักการตลาดมาคงจะทราบดีว่า ชั้นวางสินค้าแรกที่ลูกค้ามองเห็น จะต้องโดดเด่นที่สุด ดึงดูดความสนใจที่สุดและที่สำคัญเป็นประเภทสินค้าที่มีความต้องการจากตลาดมากที่สุดนั่นเอง เคได้แต่ยืนขมวดคิ้วด้วยความฉงนใจว่า เอ คนไทยเราชอบอ่านหนังสือประเภทที่เน้นความแข็งแกร่ง การเป็นผู้ควบคุม การใช้กำลังที่เหนือกว่าของเพศชายในการข่มเหงรังแกผู้หญิงเป็นจำนวนมากเชียวหรือ แล้วทำไมเพศหญิงซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากกว่าของนักอ่านจึงเห็นเป็นเช่นนั้น
ก่อนหน้านี้ไม่นาน เคต้องเขียนบทความวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่อง Air Doll ผ่านมุมมองของสตรีนิยมหรือที่หลายๆคนรู้จักกันดีในคำทับศัพท์ว่าเฟมินิสต์(Feminism) ระหว่างที่กำลังนั่งปรึกษากับเพื่อนๆถึงประเด็นที่จับมาได้จากในภาพยนตร์ จู่ๆก็มีความคิดหนึ่งสว่างแวบขึ้นมาในหัวเคพร้อมข้อสงสัยที่ว่า หรือสาเหตุอันแท้จริงที่ความพยายามเรียกร้องสิทธิสตรีไม่เคยประสบความสำเร็จอย่างชัดเจนเลย อาจเป็นเพราะว่าตัวเพศหญิงเองก็ไม่ได้ต้องการสิทธิให้กับเพศสภาพตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ เคคิดว่ามีผู้หญิงหลายคนที่กล้าหาญลุกขึ้นมาต่อสู้ เรียกร้องความยุติธรรมและสิทธิของเพศตนเองให้ทัดเทียมฝ่ายชาย แต่ส่วนใหญ่แล้วกระแสต่อต้านหรือแรงฮึดสู้เหล่านี้มักเกิดขึ้นหลังได้รับแรงกระทำ การกดขี่ การปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมจากเพศชายก่อนหน้านั้น พูดให้ง่ายๆได้ใจความว่า แนวคิดสตรีนิยมดำรงอยู่ได้ก็เพราะมีการกดขี่ข่มเหงจากเพศชายที่เป็นคู่ตรงข้ามนั่นเอง เนื่องจากผู้หญิงอย่างเราๆมองว่าผู้ชายสูงกว่า เหนือกว่าอยู่เสมอ ดังนั้นจึงเกิดความคิดที่จะพัฒนาตนเองให้แข็งแรงขึ้น ให้ทัดเทียมกัน แต่เราลืมมองไปรึเปล่าคะว่า เพศหญิงมีความแข็งแรงและแข็งแกร่งอยู่แล้ว การเปรียบเทียบเพื่อต่อสู้หรือพัฒนาตนเองยิ่งเป็นสิ่งที่ตอกย้ำความไม่เท่าเทียมทางเพศสภาพเหล่านี้ให้รุนแรงยิ่งขึ้น
เนื้อหาที่พบเห็นได้บ่อยๆในนิยายโรมานซ์ก็หนีไม่พ้นตัวนางเอกถูกพระเอกจับมาข่มขืนเพื่อให้ใช้หนี้หรือเพื่อชำระแค้น(ที่แน่นอนว่านางเอกผู้แสนดีไม่ได้เป็นคนก่อ) ระหว่างที่เกิดการทรมานทั้งร่างกายและจิตใจนางเอก ทั้งคู่ก็จะค่อยๆรู้สึกรักกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหลงลืมความแค้น เงินกู้ ความทรมานทั้งหลายทั้งปวงไปเสียสิ้น และจบลงที่ทั้งคู่แต่งงานอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข นิยายประเภทนี้กำลังชี้นำและทำให้ผู้อ่าน(ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง)คล้อยตามไปกับฉากรักอันตื่นเต้นเร้าใจ และความโหดร้ายแต่แสนเท่ของพระเอก โดยมองข้ามการดูถูก เหยียดหยาม แสดงความไม่เท่าเทียมทางเพศสภาพอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบ ราวกับนิยายโรมานซ์สร้างให้เรื่องราวอันน่าหดหู่เหล่านี้เป็นความปกติที่ทุกคนในสังคมยอมรับกันได้
ปัญหาสำคัญคือมันไม่ได้เน้นย้ำโดยตรงในโครงสร้างสังคมเท่านั้น แต่มันแฝงฝังอยู่ลึกภายในจิตใจของสตรีเพศเองด้วย นี่จึงเป็นสาเหตุให้ปัญหาการละเมิดสิทธิสตรีเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและเข้าใจยากปัญหาหนึ่งในสังคม
เพื่อนของเคเคยให้ความคิดเห็นติดตลกทิ้งท้ายในบทความนั้นว่า หรือจริงๆเราจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ฝังรากลึกยึดติดกับผืนแผ่นดินโลก ทั้งยังเติบโตแตกกิ่งก้านใบออกไปเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดโลกทั้งใบอาจจะถูกครอบคลุมด้วยต้นไม้แห่งปัญหานี้ จะตัดกิ่ง ฟันลำต้น หรือโค่นล้มถอนรากยังไงก็ไม่มีทางหลุดออกจากโลกใบนี้ได้ ดังนั้นคงถึงเวลาแล้วที่เหล่าบรรดาเพศหญิงอันมีคุณค่าและสวยงามอย่างพวกเรา จะละทิ้งโลกอันโหดร้าย กลับไปสู่ดาวศุกร์ต้นกำเนิดของสตรีเพศในตำนานของเราเสียที