วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557

Do not Give in to

สาเหตุที่ตั้งชื่อโพสต์นี้ว่า Don't give in to เป็นเพราะเคเพิ่งเรียนสำนวนนี้มาค่ะ ความหมายของมันก็ง่ายๆ แปลว่า Surrender หรือว่ายอมแพ้นั่นเอง เคเห็นว่าเป็นสำนวนที่เหมาะกับสถานการณ์หนึ่งที่เคเคยเผชิญมา นับตั้งแต่เคมาอยู่ที่เมือง Cambridge ก็เป็นเวลาเดือนกว่าแล้ว เคต้องเจอทั้งเหตุการณ์ ปัญหาสารพัด บ้างก็ต้องยอมแพ้หรือปล่อยมันไป บ้างก็ต้องตัดสินใจสู้ด้วยตัวเองค่ะ เหตุการณ์หนึ่งที่เคจำได้ไม่ลืมเลยก็คือ เมื่อเคมาเรียนที่นี่ครบอาทิตย์ พอถึงวันเสาร์เคก็ออกไป hang out กับเพื่อนร่วมบ้านในขณะนั้นซึ่งเป็นชาวสวิส กับเพื่อนชาวสวิสอีกคนที่อยู่บ้านใกล้กัน เรื่องมันมีอยู่ว่าเพื่อนชาวสวิสทั้งสองของเคนั้นมีนิสัยรักอิสระ ชอบไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง จึงเลือกที่จะเช่าจักรยานขี่กัน แต่แรกนั้นเคก็มีความคิดที่จะเช่าจักรยานขี่บ้าง แต่ด้วยความที่เป็นคนหลงๆลืมๆ จำทางไม่ค่อยแม่น อีกทั้งยังกลัวคุณพ่อคุณแม่เป็นห่วงถึงความปลอดภัย เคจึงเปลี่ยนใจ นั่งบัสต่อไปดีกว่า แต่ปัญหามันเริ่มเกิด เมื่อเคกับเพื่อนๆวางแผนจะไป London ด้วยกันในวันอาทิตย์ แต่เพื่อนๆที่เหลือมีจักรยานหมด จึงไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา เพราะเคจำเป็นจะต้องรอบัสเที่ยวแรกซึ่งจะออกเวลา 9.00 ในวันอาทิตย์เพื่อไปต่อรถไฟที่สถานี ดังนั้นเพื่อให้เคสามารถไปทันเวลาที่นัดกันได้ เพื่อนร่วมบ้านชาวสวิสของเคจึงแนะนำกึ่งบังคับให้เคไปเช่าจักรยานภายในวันนั้นเลย เคจึงได้โอกาสอธิบายไปว่าเคไม่อยากเช่าจักรยานแล้ว โดยอ้างเหตุผลว่าคุณแม่เป็นห่วง ดูเหมือนว่าเพื่อนทั้งสองของเคจะไม่เข้าใจถึงวัฒนธรรมของไทยที่มักจะเชื่อฟังผู้ใหญ่ เพื่อร่วมบ้านชาวสวิสจึงบอกว่าเคโตพอที่จะตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองได้แล้ว อีกทั้งคุณแม่ของเคยังไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย เคจะทำอะไร คุณแม่ก็คงไม่รู้อยู่แล้ว พร้อมทั้งบ่นพึมพำว่าเพราะเคคนเดียวอาจทำให้เค้ามีเวลาเที่ยว London น้อยลง และดูจะยุ่งยากที่เค้าจะต้องเปลี่ยนเวลานัดกับเพื่อนๆ เคนั่งฟังเพื่อนชาวสวิสหว่านล้อมแกมขู่บังคัีบเรื่องจักรยานอยู่เกือบชั่วโมง โดยได้แต่เพียงบอกว่าจะคิดดูอีกที แต่เคไม่ยอมรับปากว่าจะไปเช่าจักรยาน ณ วินาทีนั้น บอกตามตรงว่าเครู้สึกอึดอัดมาก ทั้งรู้สึกผิดที่จะต้องทำให้เพื่อนๆเดือดร้อน ไม่พอใจ ทั้งรู้สึกกังวลว่าหากต้องเช่าจักรยานจริงๆจะเกิดอันตรายอะไรบ้าง เมื่อความรู้สึกหลายๆอย่างมารวมกัน เคก็ไม่อยากไป London กับเพื่อนๆอีกต่อไป พอดีกับที่เคมีเพื่อนกลุ่มใหม่มาจากเมืองไทย เคจึงปฏิเสธ ขอถอนตัวออกจาก trip ไป London เพราะเครู้ดีว่าเคคงร่วมทริปแบบอึดอัดและไม่มีความสุขแน่ๆท่ามกลางความกดดันของเพื่อนๆ ซึ่งในที่นี้เคคิดว่าเป็น Peer Pressure อย่างหนึ่ง 
หลังจากวันนั้นเคยังต้องทนฟังเพื่อนร่วมบ้านชาวสวิสกดดันเรื่องจักรยานต่อไปอีกกว่าสัปดาห์ เคเข้าใจว่าเธอหวังดีอยากให้เคได้มีอิสระไปไหนได้ตามใจ ไม่ต้องรอตามตารางเวลาบัส รวมทั้งจะได้ขี่ไปที่ต่างๆกับเธอได้ เคไม่รู้จะหยุดความกดดันเหล่านั้นอย่างไร จึงได้แต่อดทนและบอกปัดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเพื่อนร่วมบ้านชาวสวิสออกไปปาร์ตี้ในเมืองกับเพื่อนร่วมคลาส ลูกชายของ Host ก็มาเคาะประตูขอคุยกับเค เพราะเค้าได้ยินเพื่อนสวิสพูดว่าเคจะเปลี่ยนใจไม่เช่าจักรยานแล้ว แต่เพื่อนสวิสยังยืนกรานกับลูกชาย Host ว่าจะต้องทำให้เคเช่าจักรยานให้ได้ ลูกชาย Host จึงเตือนเธอว่าไม่ควรทำแบบนั้น เพราะคนทุกคนก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะเลือกทำหรือไม่ทำอะไรด้วยตนเอง อีกทั้งเคยังมีคุณแม่ที่เป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัย เธอไม่ควรมากดดันให้เคเลือกข้างระหว่างเพื่อนกับครอบครัว ซึ่งจะทำให้เคเกิดความเครียดและอาจอยู่ที่นี่อย่างไม่มีความสุข พร้อมทั้งบอกว่าเมื่อใดก็ตามที่เพื่อนสวิสมาพูดเรื่องจักรยานอีก ให้ไปบอกเค้าได้ทันที

เคคิดว่าจากเหตุการณ์นี้อธิบายความหมายของสำนวน Don't give in to ได้อย่างดี โดยเฉพาะ 
"Don't give in to peer pressure and don't do everything your friends tell you so." 
ถ้าเคตัดใจยอมแพ้ ยอมเช่าจักรยานตามที่เพื่อนสวิสกดดัน เคอาจจะไม่มีความสุขกับอิสระอย่างที่ควรเป็น เพราะไม่ใช่การตัดสินใจของเคเอง อีกทั้งยังจะทำให้คุณพ่อคุณแม่เป็นห่วงด้วย ถึงแม้วิธีการของเคจะไม่ใช่การต่อสู้ถกเถียงปัญหากันตรงๆ ออกแนวไปทางผัดวันไปเรื่อยๆหรือหลีกเลี่ยงปัญหามากกว่า แต่ท้ายที่สุด ผลของการไม่ยอมแพ้ต่อความกดดัน ก็ทำให้เพื่อนสวิสเข้าใจ และเลิกพูดเรื่องจักรยานอีกต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2557

ว่าด้วยละครคิวบิก....

เห็นหลายๆคนพูดถึงละครเรื่องคิวบิกกันมากเลยนะคะ ทั้งว่าดีบ้างว่าแย่บ้าง ขนาดเคมาอยู่ไกลถึงอังกฤษก็ยังมีเพื่อนๆ มีคนรู้จักมาวิพากษ์วิจารณ์ละครเรื่องนี้ให้ฟัง ในฐานะที่เคเป็นแฟนนิยายคิวบิก ก็เลยคันไม้คันมืออยากเขียนถึงละครคิวบิกดูบ้างค่ะ เคขอออกตัวก่อนเลยนะคะว่าไม่ได้ติดตามละครทุกฉากทุกตอน อาจจะเคยดูผ่านๆอยู่บ้างตอนอยู่เมืองไทย พอมาอยู่ที่นี่ก็เปิดดูย้อนหลังถ้ามีเวลาว่าง ดังนั้นถ้าเคผิดพลาดตรงไหนก็ขออภัยไว้ก่อนเลยนะค๊า

เริ่มแรกตั้งแต่เคได้ยินข่าวเกี่ยวกับการแคสติ้งตัวละคร เคเชื่อว่าหลายๆคนที่เคยอ่านฉบับนิยายมาก็คงรู้สึกเหมือนกับเคใช่มั้ยคะ เพราะทีมงานช่างเก่งในการคัดคนที่แตกต่างจากคาแรคเตอร์ในนิยายเสียเหลือเกิน จากหลินหลานเซ่อ มาเฟียหนุ่มลูกครึ่งฮ่องกง-อังกฤษ ผู้มีดวงตาสีฟ้า ผมยาวถึงหลัง มาเป็นมาเฟียผิวแทน หน้าตาไทยแท้แบบในละคร หรือฤทัยนาค นางเอกขวัญใจผู้อ่าน ที่มีรูปร่างท้วม หน้าตาธรรมดา ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ มาเป็นนางเอกรูปร่างอ้อนแอ้น มาดทอมบอย แต่กระนั้นเคก็ยังมีความหวังอยู่บ้างค่ะว่า ด้วยฝีมือการแสดงอาจช่วยกลบความต่างเหล่านั้นได้และทางทีมงานจะสามารถทำให้ผู้ชมเชื่อในความเป็นตัวละครนั้นๆได้จริง

เมื่อละครออนแอร์ เคขอชื่นชมในการทำฉากเปิดตัว แนะนำตัว เล่าเรื่องราวของตัวละครต่างๆได้อย่างเข้าใจง่ายและน่าสนใจ ต่างจากละครเรื่องอื่นๆที่มักจะมีรูปแบบการนำเสนอคล้ายๆกัน อีกจุดหนึ่งที่น่าชื่นชมก็คือการพยายามคงบทประพันธ์เอาไว้ในละครได้อย่างแนบเนียนและเหมาะสม อาจมีการปรับบทบ้าง เพื่อทำให้เนื้อหาของละครชัดเจนขึ้น แต่โดยรวมแล้วสาระสำคัญและประโยคสำคัญๆต่างๆในหนังสือนิยายก็ปรากฏให้เห็นในละครเช่นกันค่ะ 

สิ่งที่ทำให้เครู้สึกแปลกๆทุกครั้งเวลาที่ดูละครคิวบิกก็คือ บทพูดของตัวละครที่ดูไม่สมจริง ดูแล้วรู้สึกว่าพยายามมากไป ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะบทของหลินหลานเซ่อ ที่ต้องคงความขรึม ความเข้มเป็นเอกลักษณ์ แต่เคคิดว่าคงไม่ต้องถึงขนาดใช้เสียงแข็ง ตาแข็ง บุคลิกทุกอย่างดูแข็งไปหมดขนาดในละครมั้งคะ (ฮ่าฮ่าฮ่า)  รวมไปถึงบทของฤทัยนาค ที่ตามจริงแล้วเธอเป็นแค่เด็กสาวธรรมดาที่มีมันสมองเป็นเลิศ แต่บทพูดในละครทำให้ดูเหมือนฤทัยนาคเป็นสาวทอมบอย พยายามจะห้าวตลอดเวลา อีกทั้งยังดูขี้โวยวายผิดกับมาดในนิยายที่นาคมักจะไม่พูดอะไรมาก แต่จะคิดอยู่ตลอดเวลา เมื่อมาผนวกกับดนตรีประกอบละครที่มีจังหวะชวนให้ตื่นเต้นลุ้นระทึกอยู่ตลอดเวลา ราวกับนั่งดูหนังแอคชั่นของ Hollywood อยู่ ยิ่งทำให้ทุกอย่างดูขัดๆเขินๆ เหมือนเป็นการจงใจให้ผู้ชมรับรู้ถึงอารมณ์ของสถานการณ์ขณะนั้น มากกว่าจะทำให้ผู้ชมคล้อยตามด้วยตนเอง

โดยรวมแล้วเคถือว่าละครเรื่องคิวบิกเป็นละครที่น่าติดตามนะคะ เพราะตามบทประพันธ์เดิมมีการผูกปมและการดำเนินเรื่องที่เข้มข้นและน่าสนใจมากๆ อีกทั้งลักษณะคาแรคเตอร์ของนางเอกยังต่างไปจากสูตรสำเร็จของนางเอกทั่วไป คราวนี้เราก็ต้องมาคอยติดตามกันล่ะค่ะว่าละครจะบอกเล่าเรื่องราวออกมาในรูปแบบไหน เพราะยิ่งเรื่องดำเนินต่อไป ก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น ถ้าเคมีเวลาเคก็จะตามดูย้อนหลัง แล้วเอามาเล่า แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกคนค่ะ รวมไปถึงรีวิวนิยายคิวบิกด้วยนะคะ เดี๋ยวเคจะทยอยพิมตามมาทีหลังค่ะ เพราะโพสต์นี้เคเน้นละครมากกว่า

*หมายเหตุ เคคิดว่าหากอยากดูละครให้สนุก ควรทำเป็นลืมๆสิ่งที่เคยจินตนาการตอนอ่านนิยายไป จะช่วยได้เยอะค่ะ (ถึงแม้มันจะทำได้ยากก็ตาม แหะๆ)

When bad things happen...

ความจริงเคก็ไม่อยากจะเริ่มเล่าเรื่องร้ายๆหรือเรื่องแย่ๆตั้งแต่เพิ่งมาถึง Cambridge ได้ไม่ถึง 2 อาทิตย์หรอกนะคะ แต่เคอยากจะเล่าเพื่อให้เป็นตัวอย่าง เป็นอุทธาหรณ์ของหลายๆคนที่คิดจะมาใช้ชีวิตคนเดียวในต่างแดน แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆค่ะ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถของมนุษย์ด้วย อย่างที่เคยเล่าให้ฟังไปแล้วว่าเคมาเรียนภาษาที่นี่ ตารางเวลาเรียนของเคก็ช่างน้อยนิดเหลือเกิน เพียง 3 ชั่วโมงต่อวัน ดังนั้นเคจึงมีเวลาว่างมากมายเดินสำรวจดูโน่นดูนี่รอบๆเมือง เรื่องแย่ๆเรื่องแรกของเคก็เกิดขึ้นในช่วงเวลาว่างนี่แหละค่ะ ตั้งแต่วันแรกของการเรียนเลย หลังจากเคเรียนและกินอาหารกลางวันเสร็จแล้ว เคจึงลองเดินเล่นจากโรงเรียนมาเรื่อยๆแต่พยายามไม่เดินไกลนัก เพราะยังไม่ชำนาญทาง จนเดินมาเจอสวนสาธารณะใกล้ๆโรงเรียนแห่งหนึ่ง ชื่อ Christ's Pieces ด้วยความที่เดินไปเดินมาหลายชั่วโมงจนเมื่อย เคเลยแวะนั่งพักตรงม้านั่งแห่งหนึ่งในสวนสาธารณะพร้อมหยิบโทรศัพท์มือถือมากดดูอะไรเล่น นั่งอยู่เงียบๆคนเดียวไม่ถึง 5 นาที จู่ๆเคก็ได้ยินเสียงตะโกนเรียกดังมากจากด้านหลัง แต่เคยังไม่ทันได้หันไปมอง เด็กวัยรุ่นฝรั่งต้นกำเนิดเสียงก็ชะโงกหน้าข้ามไหล่เคมาซะก่อน เคก็จำไม่ได้ชัดว่าเค้าพูดอะไรบ้าง แต่คล้ายๆกับว่า "Can I have this?" เหมือนจะแย่งอะไรซักอย่าง พูดซ้ำๆอยู่หลายรอบ ด้วยความตกใจ เคจึงนั่งนิ่งไม่พูดอะไร แต่พอตั้งสติได้ก็เลยหันหน้าหนี นั่นยิ่งทำให้เด็กสาวฝรั่งคนนั้นหัวเราะชอบใจ พร้อมตะโกนไปบอกกลุ่มเพื่อนๆของเธอว่า "Oh she's crying, she's crying" ทั้งที่จริงๆเคแค่เมินหน้าหนีออกจากเธอเท่านั้น ดูเหมือนเธอจะรู้แล้วว่าแกล้งเคต่อไปก็คงไม่ได้อะไร จึงเดินจากไปพร้อมกลุ่มเพื่อนๆ อาจเพราะเคเป็นคนไม่คิดอะไรมาก และเข้าใจอะไรง่าย ทั้งๆที่รู้ว่าการกระทำเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับการเหยียดผิว เหยียดคนเอเชียผมดำผิวเหลืองเลยก็ตาม แต่เคก็ทำใจยอมรับได้ ไม่ใช่ยอมรับการถูกเหยียดนะคะ แต่ยอมรับได้ว่าคนเรามีดีเลวแตกต่างกัน ยิ่งเรามาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองแบบนี้ การจะคาดหวังให้เจอแต่คนดีๆตลอดมันก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งถ้าเราไปโต้ตอบ ไปเถียงกับคนเหล่านี้ ก็ยิ่งมากความ อาจทำให้เรื่องเลวร้ายลงด้วยซ้ำ เคจึงเก็บเรื่องเหล่านี้ไว้ ไม่ได้เล่าให้ใครฟัง เนื่องจากเคไม่หวังว่า Host Family หรือ Housemate ที่เป็นชาวตะวันตกทั้งหมดจะมาเข้าใจปัญหาของชาวเอเชีย จนกระทั่งเวลาผ่านมาร่วมอาทิตย์ เคมีเพื่อนร่วมคลาสเป็นชาวไต้หวัน นิสัยดีมากอยู่หนึ่งคน เธอมาพร้อมกับเพื่อนชาวไต้หวันของเธออีกคนหนึ่งแต่อยู่คนละคลาสกัน บังเอิญที่บ้าน Host Family ของเราอยู่ทางเดียวกัน ทำให้เคติดสอยห้อยตามกลับพร้อมกับเค้าบ่อยๆ เคเลยมีโอกาสเล่าเรื่องที่สวนสาธารณะให้ทั้งสองคนฟัง ดูเหมือนทั้งสองคนจะมีประสบการณ์มากกว่าเคมากนัก หนึ่งในนั้นเคยโดนกลุ่มวัยรุ่นฝรั่งผู้ชายจับตัวแล้วอุ้ม พร้อมโยกขึ้นลงเป็นเวลาหลายนาที โดยที่เพื่อนอีกคนไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย นอกจากนั้นก็อาจจะเจอบ้างประปรายเวลาเดินตามถนนแล้วมีคนตะโกนแซวหรือเยาะเย้ย หลังจากที่เราพูดเรื่องประสบการณ์แย่ๆมาได้ 1 วัน เคเดินไปป้ายรถประจำทางพร้อมทั้งสองตามปกติ จู่ๆก็มีเด็กชายฝรั่งคนหนึ่งโผล่มาขวางทางพร้อมตะโกนใส่หน้าเราทั้งสามคนว่า "คอนนิจิวะ" แล้วเดินหัวเราะจากไปอย่างรวดเร็ว เคได้แต่ยืนนิ่งกระพริบตาปริบๆด้วยความงง ส่วนเพื่อนชาวไต้หวันสองคนหันไปทำปากขมุบขมิบคล้ายจะด่าเด็กฝรั่งนั่นอยู่ในใจ 
เห็นมั้ยล่ะคะว่าการมาอยู่ในสถานที่ที่แตกต่างไปจากบ้านเกิดเมืองนอนโดยสิ้นเชิง ไม่มีคนร่วมชาติที่จะคอยช่วยเหลือ แก้ไขปัญหา ก็ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวและเผชิญหน้ากับปัญหาเหล่านั้นด้วยตนเอง หลังจากที่เคเล่าให้เพื่อนๆที่เมืองไทยฟัง มีหลายคนบอกให้เคพูดอะไรซักอย่างหรือด่าเด็กฝรั่งเหล่านั้นกลับไปบ้าง แต่เคเลือกที่จะนิ่งเฉย ทำเป็นไม่สนใจ ไม่ใช่เพราะไม่เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นคนไทยของตัวเอง แต่คนเราต้องเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอด หาวิธีแก้ไขปัญหาที่จะทำให้เกิดผลเสียน้อยที่สุด เพื่อนหลายคนชมว่าเคเป็นผู้หญิงแกร่ง เจอเหตุการณ์แบบนี้ถึง 2 ครั้งภายในเวลาเพียงอาทิตย์กว่าๆ แต่กลับไม่เสียน้ำตาซักหยด เคมองว่ามันเป็นเรื่องของการเข้าใจโลกมากกว่าค่ะ บางครั้งเราก็ต้องยอมรับว่าโลกใบนี้มันมีอะไรมากมายที่เราไม่สามารถแก้ไขให้มันดีขึ้นด้วยตัวเองได้ แต่เราสามารถหลีกเลี่ยงและเพิกเฉยต่อสิ่งเหล่านั้นไม่ให้มันมีผลกระทบต่ออารมณ์ ความรู้สึกของเราจนเป็นปัญหาในการใช้ชีวิตได้นะคะ ชีวิตเราจะดีจะเลว จะสุขหรือจะทุกข์อยู่ที่เราเลือกทั้งนั้นค่ะ

เคขอให้ทุกคนเลือกใช้ชีวิตอย่างเหมาะสมและมีความสุขนะคะ :)

วันพุธที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2557

new journey begins

หลังจากห่างหายจากการเขียนบล็อกไปนาน เคกลับมาแล้วนะคะทุกๆคน ฮ่าฮ่าฮ่า ที่หายไปนี่ไม่ได้นอนตีพุง บิดขี้เกียจอยู่เฉยๆนะคะ ตอนนี้เคมาเรียนภาษาที่เมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษค่ะ เคมาถึงที่นี่ประมาณ 5 วันแล้ว แต่ก็ยังไม่ค่อยชินกับถนนหนทาง บ้านเมืองที่นี่เลย ครั้งนี้เป็นการบินเดี่ยว ใช้ชีวิตคนเดียวในต่างแดนของเคครั้งแรก แต่น่าแปลกที่เคไม่รู้สึกตื่นเต้นมากนัก ถึงแม้เคจะต้องมาอยู่ที่นี่เป็นระยะเวลานานกว่า 4 เดือนก็ตาม ตั้งแต่ล้อเครื่องบินเริ่มเคลื่อนออกจากสนามบินสุวรรณภูมิจนถึงตอนนี้ เคก็มีประสบการณ์ใหม่ๆมากมายที่อยากจะเล่าให้ทุกคนฟังค่ะ ไม่รู้ว่าเคโชคดีหรือโชคร้ายที่สายการบินที่เคเลือกใช้บริการไม่มีคนไทยมากนัก เรียกได้ว่าจะหันซ้าย หันขวา มองหน้าหรือหลัง ก็เห็นแต่ชาวต่างชาตินั่งกันอยู่เต็มลำ ตลอดระยะการบินกว่า 13 ชั่วโมง เคหวังว่าอาจมีโอกาสได้ทำความรู้จักหรือพูดคุยกับชาวต่างชาติที่นั่งข้างๆบ้างเพื่อไม่ให้เป็นการเดินทางที่ดูเหงาเปล่าเปลี่ยวจนเกินไป แต่ดูเหมือนเค้าจะไม่คิดตรงกันกับเคน่ะสิคะ ฝรั่งสองคนที่นั่งข้างเคต่างคนต่างไม่สนใจใคร ถึงเวลาอาหารมาก็กิน พอเบื่อก็นอน เคเลยได้แต่นั่งเงียบๆ ฟังเพลงดูหนังบนเครื่องไปตามประสา ไม่กล้ารบกวนใคร อาหารบนเครื่องก็รสชาติใช้ได้ เคเลือกเมนูไก่มาทั้ง 2 มื้อ คิดว่าคงทำจากครัวที่ไทย เพราะเป็นข้าวราดไก่หมักซอส รสชาติแบบไทยๆ ถือเป็นมื้ออำลาอาหารไทยของเค ก่อนที่จะต้องมาเผชิญกับอาหารอังกฤษที่รสชาติแตกต่างจากไทยโดยสิ้นเชิง(แน่นอนว่าไม่มีอาหารชาติไหนอร่อยเท่าอาหารไทยค่ะ เคคอนเฟิร์ม) พอลงจากเครื่องเคต้องรีบออกจากสนามบินเพื่อนั่งรถต่อมาเคมบริดจ์ค่ะ โชคดีที่คนขับแท็กซี่ที่ทางโรงเรียนสอนภาษาติดต่อไว้ใจดี อัธยาศํยดี น่ารักมากๆ ทำให้การเดินทางในรถเบนซ์(ไม่ต้องตกใจค่ะ ที่อังกฤษนี่เค้าใช้รถเบนซ์เป็นแท็กซี่กัน) สองต่อสองของเคดูไม่อึดอัดนัก เมื่อมาถึงบ้านที่เคต้องมาอยู่ อ้อลืมบอกไปค่ะ เคมาพักอาศัยอยู่กับ Host Family สมาชิกในบ้านทุกคนต้อนรับเคอย่างดีมากค่ะ โดยเฉพาะน้องหมาลาบราดอร์สีดำวิ่งเข้ามาทักทายเป็นคนแรก เอ้ยตัวแรกเลย
ชีวิตของเคตอนนี้ก็ค่อนข้างราบรื่นดีค่ะ มีอุปสรรคด้านภูมิอากาศบ้างบางวัน ถ้าใครเคยมาประเทศอังกฤษก็คงรู้ดีว่าอากาศที่นี่แปรปรวนขนาดไหน บางวันตื่นเช้ามาอากาศหนาวหมอกลงจัด พอสายๆฝนตก แต่พอบ่ายปุ๊บแดดออกจ้า ก็ถือว่าเป็นโชคดี(รึเปล่า)ของชาวอังกฤษที่ได้เจออากาศเกือบทุกฤดูภายในวันเดียว ต่างจากคนไทยที่เจอสภาพอากาศร้อนฤดูเดียวในทุกๆวัน ฮ่าฮ่าฮ่า

วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ลำเนาลม (REVIEW)

"จิลลาเหมือนว่าว
ที่บัดนี้แม้จะไม่ขึ้นสูงอย่างน่าปลื้มใจ
หากกินลมนิ่ง
จนชเลได้แต่หวังลึกๆในใจ
ให้ลมของเพื่อนสาวสงบเช่นนี้เรื่อยไป
ไม่ต้องพัดขึ้นสูง
ทว่าอย่าพัดลงต่ำตกดินเช่นกัน"


นี่คือคำโปรยหลังปกนิยายเรื่อง "ลำเนาลม" ค่ะ นิยายเรื่องนี้คนแต่งคือ กิ่งฉัตร
เนื้อเรื่องโดยรวมเล่าถึงชีวิตของนักเรียนไทยในประเทศฝรั่งเศส แน่นอนว่าสำหรับคนที่ชอบท่องเที่ยว สนใจสถานที่ รวมถึงวัฒนธรรมการใช้ชีวิตในต่างแดน หากได้อ่านนิยายเล่มนี้ ก็นับได้ว่าเป็นการเปิดมุมมองและความรู้ใหม่ๆมากมายทีเดียว

ชื่อ "จิลลา" และ "ชเล" ที่กล่าวถึงข้างต้น เป็นตัวละครหลักของนิยายเรื่องนี้ค่ะ
"ชเล" นางเอกของเรานั้น เป็นคนสวย ฉลาด มาจากครอบครัวที่ดี มีชีวิตที่อบอุ่น
ส่วน "จิลลา" เป็นหญิงสาวที่ร่าเริง สดใส อัธยาศัยดี เป็นที่รักใคร่ของทุกคน มาจากครอบครัวข้าราชการระดับสูง มักจะมองโลกในแง่ดี จนในบางครั้งติดจะเพ้อฝันเกินไปด้วยซ้ำ
ตัวละครหลักทั้งสองคนเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมค่ะ พอเรียนจบปริญญาตรี ก็ได้มาศึกษาต่อในประเทศเดียวกันอีก จึงมาแชร์ห้องเช่ากันอยู่ ความสัมพันธ์ของทั้งสองอาจจะมีกระทบกระทั่งกันบ้าง เพราะบุคลิกที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว คนหนึ่งรักความสบาย ไม่ค่อยคิดอะไรมาก อีกคนเจ้าระเบียบ จริงจังกับชีวิต แต่อย่างไรก็ดีทั้งสองก็ใช้ส่วนที่ต่างนั้นเติมเต็มกันและกัน และสามารถอยู่ร่วมกันมาได้ตลอดระยะเวลาร่วมปี
กระทั่งวันหนึ่ง มีนักศึกษามาใหม่จากเมืองไทย ชื่อ "กันตยศ" เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี ครอบครัวมีฐานะ มาอาศัยอยู่ร่วมห้องกับ "โก้" ญาติผู้พี่ซึ่งมาเรียนต่อที่ประเทศที่ฝรั่งเศสจนใกล้จะจบ  การเข้ามาของกันตยศนี่เอง ที่ทำให้ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนระหว่างจิลลาและชเลที่มีมาอย่างยาวนานต้องขาดสะบั้นลง เมื่อจิลลาเลือกความรักที่มีต่อกันตยศ จนยอมปิดตาปิดหู ไม่ฟังคำเตือนจากคนรอบข้าง 
สุดท้ายแล้วจิลลาจะทำยังไง เมื่อดูเหมือนเธอจะเหลือเพียงความรักที่มีต่อกันตยศเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ทั้งเพื่อนและคนรู้จักพากันถอยห่าง และเธอจะแน่ใจได้อย่างไรว่าสิ่งยึดเหนี่ยวสุดท้ายในชีวิตจะมั่นคงและอยู่กับเธอได้ตลอดไป ต้องไปตามอ่านกันในหนังสือนะคะ

เคขอยืนยันอีกครั้งค่ะว่า จริงๆนางเอกเรื่องนี้คือชเล ไม่ใช่จิลลา ฮ่าๆๆๆ เห็นจากเรื่องย่อแล้วหลายๆคนคงจะงงกันใช่มั้ยล่ะ ^^  ส่วนพระเอก เคขออุบไว้ให้ไปอ่านกันเองนะคะ ถึงจะดูไม่ค่อยมีบทบาทอะไรมาก แต่บอกได้ว่าผู้อ่านจะหลงรักนิสัยของพระเอกเลยล่ะค่ะ

สาเหตุที่เคหยิบนิยายเรื่องนี้มาเขียนรีวิวเป็นเพราะว่าเรื่องราวในหนังสือนั้นคล้ายๆกับตัวของเคแล้วก็เพื่อนเคคนหนึ่งค่ะ เพื่อนเคคนนี้เป็นคนอ่อนไหวง่าย มองโลกในแง่ดี ยึดมั่นในความรักมากๆ แต่สุดท้ายก็ต้องเจ็บเพราะเลือกรักผิดคน ตัวเคเองก็มีนิสัยคล้ายชเลอยู่หลายส่วน ตรงที่มีนิสัยเชื่อมั่นในความคิดตัวเอง พยายามทำตัวเข้มแข็ง เป็นที่พึ่งของเพื่อนๆเสมอ และมักจะเอาความคิดของตัวเองไปตัดสินชีวิตของเพื่อนบ้างในบางครั้ง พอได้อ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้เคคิดอะไรได้เยอะค่ะ จากที่เคยไม่เข้าใจเพื่อนว่าทำไมถึงต้องมาทนเจ็บกับความรักแย่ๆ ก็รู้ถึงสาเหตุของวิธีคิดเหล่านั้น แต่ละคนมีปมมีภูมิหลังที่แตกต่างกัน นั่นจึงทำให้วิธีรับมือและแก้ปัญหาในชีวิตต่างกันไปด้วย ถึงแม้เราจะเป็นเพื่อนสนิทกันแค่ไหน แต่เราก็ไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินใจแทนคนอื่น หรือมองว่าสิ่งที่เค้าทำนั้นมันไม่มีเหตุผล เราทำได้เพียงช่วยประคับประคอง ให้คำแนะนำบ้าง แต่ละคนต้องมีทางเดินชีวิตของตนเองค่ะ เราจะไปช่วยดูแลเค้าตลอดคงเป็นไปไม่ได้  หวังว่าผู้อ่านทุกๆคนคงคิดและตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตตัวเองอย่างดีแล้วนะคะ เป็นกำลังใจให้ทุกคนก้าวเดินต่อไปอย่างเข้มแข็งและมีความสุขค่ะ  :)

ภาพจาก :  http://www.naiin.com/product/detail/34231/%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%A1