หลังจากวันนั้นเคยังต้องทนฟังเพื่อนร่วมบ้านชาวสวิสกดดันเรื่องจักรยานต่อไปอีกกว่าสัปดาห์ เคเข้าใจว่าเธอหวังดีอยากให้เคได้มีอิสระไปไหนได้ตามใจ ไม่ต้องรอตามตารางเวลาบัส รวมทั้งจะได้ขี่ไปที่ต่างๆกับเธอได้ เคไม่รู้จะหยุดความกดดันเหล่านั้นอย่างไร จึงได้แต่อดทนและบอกปัดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเพื่อนร่วมบ้านชาวสวิสออกไปปาร์ตี้ในเมืองกับเพื่อนร่วมคลาส ลูกชายของ Host ก็มาเคาะประตูขอคุยกับเค เพราะเค้าได้ยินเพื่อนสวิสพูดว่าเคจะเปลี่ยนใจไม่เช่าจักรยานแล้ว แต่เพื่อนสวิสยังยืนกรานกับลูกชาย Host ว่าจะต้องทำให้เคเช่าจักรยานให้ได้ ลูกชาย Host จึงเตือนเธอว่าไม่ควรทำแบบนั้น เพราะคนทุกคนก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะเลือกทำหรือไม่ทำอะไรด้วยตนเอง อีกทั้งเคยังมีคุณแม่ที่เป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัย เธอไม่ควรมากดดันให้เคเลือกข้างระหว่างเพื่อนกับครอบครัว ซึ่งจะทำให้เคเกิดความเครียดและอาจอยู่ที่นี่อย่างไม่มีความสุข พร้อมทั้งบอกว่าเมื่อใดก็ตามที่เพื่อนสวิสมาพูดเรื่องจักรยานอีก ให้ไปบอกเค้าได้ทันที

เคคิดว่าจากเหตุการณ์นี้อธิบายความหมายของสำนวน Don't give in to ได้อย่างดี โดยเฉพาะ
"Don't give in to peer pressure and don't do everything your friends tell you so."
ถ้าเคตัดใจยอมแพ้ ยอมเช่าจักรยานตามที่เพื่อนสวิสกดดัน เคอาจจะไม่มีความสุขกับอิสระอย่างที่ควรเป็น เพราะไม่ใช่การตัดสินใจของเคเอง อีกทั้งยังจะทำให้คุณพ่อคุณแม่เป็นห่วงด้วย ถึงแม้วิธีการของเคจะไม่ใช่การต่อสู้ถกเถียงปัญหากันตรงๆ ออกแนวไปทางผัดวันไปเรื่อยๆหรือหลีกเลี่ยงปัญหามากกว่า แต่ท้ายที่สุด ผลของการไม่ยอมแพ้ต่อความกดดัน ก็ทำให้เพื่อนสวิสเข้าใจ และเลิกพูดเรื่องจักรยานอีกต่อไป